
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้มาตรา 301 เสี่ยงกระทบส่งออก จับตาสหรัฐคุมกำลังผลิตส่วนเกิน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินมาตรา 301 ของสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงต่อภาคส่งออกไทย หลังสหรัฐฯ ขยายขอบเขตการสอบสวนไปยังหลายประเทศคู่ค้า โดยจับตาประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่อง “มาตรา 301 ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ประเด็น Structural Excess Capacity” ระบุว่า นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังมาตรา 122 ซึ่งเป็นมาตรการภาษีชั่วคราวมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และสหรัฐฯ เตรียมนำมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า หรือ Trade Act of 1974 มาใช้เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ การนำมาตรา 301 กลับมาใช้ในครั้งนี้แตกต่างจากปี 2561 ที่มุ่งเป้าไปยังจีนเป็นหลัก โดยสหรัฐฯ ได้ขยายการสอบสวนไปยังประเทศคู่ค้าหลายแห่ง รวมถึงประเทศไทย พร้อมเพิ่มประเด็นการขาดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ (Forced Labor) และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity)
สำหรับประเด็น Forced Labor ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบของไทยยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เสนอสำหรับไทยอยู่ที่ 12.5% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับคู่แข่งสำคัญหลายประเทศในเอเชีย แต่ยังส่งผลให้ต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
โดยข้อเสนอของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ครอบคลุม 60 ประเทศ คิดเป็น 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ แบ่งอัตราภาษีเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ อัตรา 10% สำหรับประเทศที่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ หรือมีพันธกรณีดำเนินการภายใต้ข้อตกลงกับสหรัฐฯ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ส่วนอัตรา 12.5% ครอบคลุมไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสเจรจาลดอัตราภาษีจาก 12.5% ลงมาอยู่ในกลุ่ม 10% หากสามารถยกระดับมาตรการภายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ทั้งการกำหนดหรือปรับปรุงกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบศุลกากร และการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่ประเด็น Structural Excess Capacity ถือเป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญมากกว่า เนื่องจากอาจนำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้ารอบใหม่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย แม้ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยรูปแบบมาตรการตอบโต้หรือแนวทางจัดเก็บภาษีสำหรับประเทศไทยอย่างชัดเจน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า USTR มองว่าไทยมีการเกินดุลการค้าในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ขณะที่ภาคการผลิตโดยรวมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกัน 2 ปี และมีอุตสาหกรรมเพียงประมาณหนึ่งในสามที่กลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดโควิด-19
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียงเหตุผลเบื้องต้นในการเปิดสอบสวน และไม่ได้หมายความว่าทุกอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวถึงมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ ในมุมมองของสหรัฐฯ ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเกินดุลการค้าหรืออัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำ แต่รวมถึงการใช้นโยบายอุตสาหกรรม เงินอุดหนุน หรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่อาจทำให้กำลังการผลิตยังคงอยู่หรือขยายตัว แม้ความต้องการของตลาดไม่รองรับ ส่งผลให้สินค้าส่วนเกินถูกส่งออกในราคาต่ำและกดดันการแข่งขันในตลาดโลก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การใช้มาตรา 301 ในปี 2569 มีความแตกต่างจากปี 2561 โดยสหรัฐฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีกับจีน แต่ขยายไปสู่การตรวจสอบมาตรฐานแรงงาน นโยบายอุตสาหกรรม และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน
ดังนั้น การแข่งขันทางการค้าในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันเพียงอัตราภาษี แต่รวมถึงมาตรฐานการผลิต กฎเกณฑ์ทางการค้า และความโปร่งใสของกระบวนการผลิตในแต่ละประเทศ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มาตรการตอบโต้ในอนาคตอาจมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมเฉพาะ มากกว่าการจัดเก็บภาษีแบบครอบคลุม โดยไทยควรเตรียมข้อมูลรายอุตสาหกรรม เพื่อชี้แจงที่มาของกำลังการผลิต สภาพอุปสงค์ในประเทศ ขอบเขตมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ การตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน และการปรับกำลังการผลิตตามกลไกตลาด
นอกจากนี้ แม้มาตรา 301 จะให้อำนาจ USTR ดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า แต่ในทางปฏิบัติยังเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าเจรจา ปรับปรุงมาตรการภายในประเทศ หรือจัดทำข้อตกลงเพื่อคลายข้อกังวลของสหรัฐฯ ก่อนมาตรการขั้นสุดท้ายมีผลบังคับใช้
สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ อาจใช้ทั้งประเด็น Forced Labor และ Structural Excess Capacity ควบคู่กันในการเจรจา เพื่อผลักดันการเปิดตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงข้อเรียกร้องด้านการค้าและการลงทุน
ในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวจากการบริหารต้นทุนภาษี ไปสู่การบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานการผลิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันมากกว่าภาษีเพียงอย่างเดียว

