“ศุภจี” ดัน กขค.อุดช่องรายใหญ่ยื้อจ่าย SME รื้อกติกา “เครดิตเทอม”

บอร์ด กขค.เห็นชอบร่างปรับปรุงหลักเกณฑ์ Credit Term อุดช่องว่างการบังคับใช้ เพิ่มหน้าที่ผู้ซื้อรายใหญ่ พร้อมย้ำกรอบชำระเงินสินค้าเกษตรไม่เกิน 30 วัน ธุรกิจทั่วไป 45 วัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ย.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันการปรับปรุงหลักเกณฑ์ เครดิตเทอม (Credit Term) หรือระยะเวลาการให้เครดิตทางการค้า เพื่อแก้ปัญหากรณีธุรกิจรายใหญ่ประวิงการชำระค่าสินค้าและบริการ ซึ่งส่งผลให้ SME ขาดเงินทุนหมุนเวียน

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้เห็นชอบร่างประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ Credit Term เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการบังคับใช้ โดยย้ำกรอบระยะเวลาการชำระเงินแก่ SME สำหรับสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นไม่เกิน 30 วัน ส่วนภาคการค้า การผลิต และบริการทั่วไปไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่มีเหตุผลทางธุรกิจที่สมควรและสามารถชี้แจงได้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะการกำหนดจำนวนวันชำระเงิน แต่เป็นการเพิ่มมาตรการป้องกันการเอาเปรียบ SME โดยผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งขั้นตอนการจ่ายเงินให้ชัดเจน ห้ามประวิงเวลาการจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผล และห้ามเปลี่ยน Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน

นอกจากนี้ หากข้อเท็จจริงหรือหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกร้องเรียนอยู่ในความรู้เห็นของผู้ซื้อรายใหญ่ ผู้ซื้อจะมีหน้าที่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ซึ่งช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SME ที่มักมีข้อมูลและอำนาจต่อรองน้อยกว่า

สำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนและเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม อาจถูกปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด

“SME ขายของแล้วควรได้รับเงินตามเวลาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ต้องแบกภาระเงินทุนหมุนเวียนแทนธุรกิจรายใหญ่ การปรับกติกาครั้งนี้จะช่วยให้รายใหญ่มีหน้าที่ชัดขึ้น ลดภาระของรายเล็ก และทำให้เงินกลับมาหมุนในธุรกิจ SME ได้เร็วขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ กรอบ Credit Term ระยะเวลา 30 วัน และ 45 วัน มีอยู่ในหลักเกณฑ์เดิมแล้ว การปรับปรุงครั้งนี้จึงมุ่งอุดช่องว่างในการบังคับใช้และเพิ่มความชัดเจนของหน้าที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยขณะนี้ร่างประกาศดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการและยังไม่มีผลใช้บังคับ

โดยร่างประกาศกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 30 วันนับจากวันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ศุภจี” ดัน กขค. คุมเกมเชิงรุก วางกติกาทันตลาด-เปิดทาง SMEs

Back to top button