
NEO สนับสนุน “กทม.” มอบผลิตภัณฑ์ “กลุ่มเปราะบาง” มูลค่ากว่าล้านบาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพ
NEO ร่วมกับ กทม. ขับเคลื่อน BKK Food Bank มอบผลิตภัณฑ์ของใช้จำเป็นกว่า 9,100 ชิ้น มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 50 เขต ลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงอย่างยั่งยืน
บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภค (FMCG) ชั้นนำของไทย เดินหน้าสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมผ่านความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้โครงการ “BKK Food Bank” โดยได้ดำเนินการส่งมอบผลิตภัณฑ์ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันจากแบรนด์ต่างๆ ในเครือ NEO จำนวนกว่า 9,100 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,070,100 บาท ให้แก่ กทม. เพื่อกระจายสู่กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ครอบคลุมทั้ง 50 เขตในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี (Well-Being) ของคนเมืองอย่างเท่าเทียม ตลอดจนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน
นางปัทมา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด Innovation from Core to Care ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน ESG ที่บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นมาโดยตลอดว่า นวัตกรรมที่ NEO พัฒนาขึ้นนั้น ควรถูกนำมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่าและส่งต่อการดูแล (Care) ไปยังผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น การสนับสนุนโครงการ BKK Food Bank จึงเป็นภาพสะท้อนของการใช้ทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ให้เกิดคุณค่าสูงสุดต่อผู้คนและสังคม โดยสนับสนุนกลไกการขับเคลื่อนของ กทม. ให้เป็นตัวกลางในการส่งต่อความห่วงใยจากองค์กรสู่กลุ่มเปราะบางได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันจากแบรนด์ในเครือ ได้แก่ Fineline, D-nee, BeNice, Vivite, TROS และ Tomi รวมจำนวนกว่า 9,100 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 1,070,100 บาท ซึ่งครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ตลอดจนผลิตภัณฑ์ซักผ้าและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน เพื่อช่วยส่งเสริมสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่มเปราะบางในแต่ละพื้นที่ นางปัทมา กล่าวทิ้งท้ายว่า พันธกิจด้านความยั่งยืนของ NEO ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมไปถึงการสร้างความยั่งยืนทางสังคม ผ่านการแบ่งปันทรัพยากรและความเชี่ยวชาญขององค์กร ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ของ NEO จะสามารถช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ พร้อมทั้งยกระดับสุขอนามัยและเติมเต็ม Well-Being ให้แก่สังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ความร่วมมือกับ กทม. ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและส่งต่อความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม
ทางด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงการ BKK Food Bank มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างกลไกสวัสดิการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และมีความยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 20,000 คน ที่กำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น การร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนอย่าง นีโอ คอร์ปอเรท ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการสนับสนุนผลิตภัณฑ์อุปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน พร้อมส่งเสริมสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดี และเติมเต็มความสุขขั้นพื้นฐานให้กับคนเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการ BKK Food Bank ดำเนินงานผ่านศูนย์ในแต่ละเขต ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีระบบ โปร่งใส และเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง โดยความร่วมมือกับ NEO ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของโครงการในการสนับสนุนผลิตภัณฑ์อุปโภคที่จำเป็นให้กับกลุ่มเปราะบางในสังคม ทั้งนี้ BKK Food Bank มีรูปแบบการให้บริการในลักษณะคล้ายมินิมาร์ท โดยผู้รับสามารถเลือกสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกมีคุณค่าและศักดิ์ศรีให้กับผู้รับความช่วยเหลือ พร้อมทั้งสะท้อนแนวคิดของการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน โดยไม่ได้มองเพียงแค่การช่วยเหลือในระยะสั้น แต่ต้องการสร้างระบบสวัสดิการที่เข้าถึงได้จริงในระดับชุมชน การที่ NEO เข้ามาสนับสนุนผลิตภัณฑ์อุปโภคที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลให้กับกลุ่มเปราะบาง จึงถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาเมือง ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

