
NEO โชว์ยอดขายไตรมาส 1 แตะ 2.7 พันลบ. ลุยขยายโรงงาน-เจาะตลาดเวียดนาม
NEO โชว์ฟอร์มแกร่งไตรมาส 1/69 กวาดยอดขาย 2,757 ล้านบาท โต 6.5% ดันอัตรากำไรขั้นต้นพุ่ง 37.9% ชูกลยุทธ์ออกสินค้าใหม่โดนใจ รุกขยายส่วนแบ่งตลาด เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิต 11% ลุยต่างประเทศดันโตยั่งยืน
นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้ว่าเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคจะยังคงเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ NEO ยังคงสามารถเดินหน้าสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษาพฤติกรรมและถอดรหัสความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (Unmet Needs) ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 NEO มียอดขายรวมอยู่ที่ 2,757 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมทั้งสร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาดได้ถึง 16.6% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ถึง 8 เท่า โดยยอดขายดังกล่าวได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนที่เติบโต 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่เติบโต 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 37.9% เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ NEO ยังคงเดินหน้าขยายส่วนแบ่งทางการตลาดได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยสร้างผลงานที่โดดเด่นในหลายหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ซึ่งผลิตภัณฑ์โรลออนมีการเติบโต 6% สวนทางกับภาพรวมตลาดที่เติบโตเพียง 0.2% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำเติบโตสูงถึง 12% เทียบกับตลาดที่เติบโต 4% ส่งผลให้ NEO สามารถก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของตลาดในไตรมาสแรกของปี 2569 ได้สำเร็จ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวยังเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 22% ส่งผลให้ NEO ขยับอันดับจากที่ 10 ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 9 และยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก
ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน พบว่าผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำมีการเติบโต 26% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมตลาดที่เติบโต 13% ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 30.3% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเติบโต 17% สูงกว่าตลาดที่เติบโตเพียง 3% ส่งผลให้ NEO สามารถขยับขึ้นมาติดอันดับ Top 3 ของตลาดได้สำเร็จในไตรมาสนี้
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยผลักดันการเติบโตในไตรมาสนี้ คือกลยุทธ์เชิงรุกในการเปิดตัวสินค้าใหม่ (New Product Development : NPD) ที่โดนใจผู้บริโภค เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตั้งแต่ช่วงต้นปี และเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตผลิตภัณฑ์ตลอดปี 2569 โดยบริษัทได้ดำเนินการขยายขอบเขตความสำเร็จ (Expand Horizon) ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค อาทิ BeNice Tokyo Ichigo Series ที่ผสานสกินบูสเตอร์จากเฟรชเซลล์สตรอว์เบอร์รีและเบบี้คอลลาเจน รวมถึงผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาลอย่าง BeNice Mango Sticky Rice ครีมอาบน้ำกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงน้ำกะทิ ที่ได้ร่วมมือกับ “แม่วารี” เพื่อสร้างสีสันให้กับตลาดในช่วงซัมเมอร์ ขณะที่แบรนด์ Fineline Cool Fresh ได้นำนวัตกรรม Cool Tech มาต่อยอดสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์สภาพอากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทย
นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดความสำเร็จ (Extend Our Success) ผ่านการขยายรายการสินค้า (SKU) ใหม่ในแบรนด์เดิม โดย D-nee Kids ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์โรลออนสำหรับเด็ก และ D-nee Deluxe ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นสำหรับกลุ่มผู้สูงวัย เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Silver Age ขณะที่แบรนด์ LovliTails ได้รุกเข้าสู่ตลาด Pet Humanization ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ก้านไม้หอมสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Diffuser) รวมไปถึงการใช้กลยุทธ์ Brand Collaboration เพื่อสร้างสีสันให้กับแบรนด์และกระตุ้นยอดขาย ผ่านการจับมือระหว่างแบรนด์ต่างๆ อาทิ D-nee Kids ร่วมกับ Jolly Bear และ D-nee ร่วมกับแบรนด์วัยรุ่นยอดฮิตจากเกาหลีอย่าง Wiggle Wiggle
ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง NEO ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการซัพพลายเชนให้มีความยืดหยุ่นและบริหารต้นทุนอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาซัพพลายเออร์ทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบและลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์โดยเน้นการผลิตสินค้าที่ขายดี และพิจารณาชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่บางรายการเพื่อรอช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมไปถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพิจารณาปรับใช้โปรโมชันรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายให้มีความเหมาะสมกับสภาพตลาด
สำหรับการขยายศักยภาพการเติบโตเพื่อรองรับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้น NEO ยังคงมุ่งมั่นขยายโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเวียดนามที่ประสบความสำเร็จจากการใช้แพลตฟอร์ม TikTok Shop การทำ Live Streaming และ Affiliate Marketing ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์ของแบรนด์ D-nee ในเวียดนามเติบโตสูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ Social Commerce (พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนสื่อสังคมออนไลน์) ในตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์แบรนด์ BeNice เข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ขณะเดียวกัน โครงการขยายโรงงานกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household) เฟสที่ 1 มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% และคาดว่าโรงงานดังกล่าวจะพร้อมเปิดดำเนินการได้ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพื่อรองรับการเติบโตของทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
นายสุทธิเดช กล่าวสรุปว่า สำหรับทิศทางในปี 2569 NEO จะยังคงเดินหน้าตอกย้ำกลยุทธ์ “ปั้นพอร์ตแกร่ง” (Strengthening Portfolio) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์สุขภาพและอายุยืนยาว (Wellness & Longevity) การปรับปรุงสินค้าเดิมให้มีความทันสมัย รวมถึงการบุกเบิกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และสามารถครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ “ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย” (Scaling Up Distribution Channels) เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade), อีคอมเมิร์ซ (E-commerce), โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ตลอดจนการขยายตลาดมุ่งสู่ระดับภูมิภาคและต่างประเทศ โดย NEO ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภคในทุกๆ วัน ผ่านการพัฒนานวัตกรรมที่เข้าใจผู้คน ขยายการเข้าถึงในทุกช่องทาง และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของ นีโอ คอร์ปอเรท ได้ที่เว็บไซต์ https://neo-corporate.com/ หรือที่เฟซบุ๊ก NEO Corporate (https://www.facebook.com/NEOCorporate) และที่ TikTok: NEO CARE
