
ผู้ถือหุ้น A5 ปันผล 0.05 บ. รับทรัพย์ 14 พ.ค. ชูแบ็กล็อก 1.03 พันลบ. ดันรายได้ปี 69 โตต่อ
A5 อนุมัติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด 0.05 บาทต่อหุ้น เตรียมจ่าย 14 พฤษภาคม 2569 พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ “Scaling the Core, Shaping the Future” ต่อยอดธุรกิจหลักโดยมี Backlog กว่า 1,034 ล้านบาท หนุนเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง
นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี เปิดเผยมติผลการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 โดยมีมติอนุมัติจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น
รวมเป็นปันผลจ่ายทั้งสิ้นไม่เกิน 58.90 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ที่ 30.29% ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองตามกฎหมาย กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 12 มี.ค. 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 14 พ.ค. 2569
โดยในปี 2569 บริษัทมีแผนเดินหน้ากลยุทธ์ “Scaling the Core, Shaping the Future” เร่งต่อยอดธุรกิจหลักควบคู่กับการสร้าง New S-Curve ผ่านการพัฒนา Upper Class Solution และ A5 Design เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและขยายฐานกำไรในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทได้เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการพัฒนาโครงการด้วยแนวคิดคุณภาพการอยู่อาศัย ผ่านแนวคิด Wellness Living ทั้งด้านการออกแบบ ฟังก์ชันการใช้งาน และความร่วมมือกับพันธมิตรด้านสุขภาพซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าโครงการ เสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการรักษาระดับมาร์จิ้นในตลาดลักชัวรี
ทั้งนี้ กลยุทธ์ทั้งหมดจะขับเคลื่อนภายใต้ วินัยทางการเงิน การบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการตัดสินใจลงทุนบนพื้นฐานของผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว
ปัจจุบัน A5 มียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่า 1,034 ล้านบาท (ณ วันที่ 20 เม.ย. 2569) จากโครงการ Cinq Royal The Eighteen Bangna KM.7, VANA Ratchapruek-Westville และ CINQUIÈME Krungthep Kreetha ซึ่งคาดว่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ภายในปี 2569 นี้
“แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน แต่บริษัทยังคงตั้งเป้ารายได้ในปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากธุรกิจที่กำลังพัฒนาโดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่มีอยู่ และการเปิดเฟสใหม่ในหลายโครงการ รวมถึงรายได้จากธุรกิจใหม่ที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น” นายศุภโชค กล่าว

