IT:หุ้นช็อปช่วยชาติที่ยัง Laggardแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 3.66 บาท

IT:หุ้นช็อปช่วยชาติที่ยัง Laggard แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 3.66 บาท


บล.ดีบีเอสฯ ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(2 ธ.ค.) ว่า  สังเกตว่าหนึ่งในหุ้นในกลุ่มพาณิชย์คือ บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ IT ที่ราคาหุ้นยังไม่ตอบสนองต่อการได้ประโยชน์จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจการบริโภคในช่วงสิ้นปีของภาครัฐคือ “ช็อปช่วยชาติ” ที่ปีนี้วงเงินสูงขึ้นเป็น 3 หมื่นบาท และมีระยะเวลายาวนานขึ้กว่าครั้งก่อนเป็น 1 เดือน คือ ธ.ค.59 เทียบกับครั้งก่อนที่วงเงิน 1.5 หมื่นบาท และระยะเวลาแค่ 1 สัปดาห์ จนทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวช้ากว่ากลุ่ม (Laggard) พิจารณาจากตารางด้านล่าง จากการเปรียบเทียบพบว่า P/BV ปี 59 ของกลุ่มสูงเป็น 7.0 เท่า และ COM7 ที่มีสินค้าใกล้เคียงกันสูงมากเป็น 9.2 เท่า แต่ IT ซื้อขายที่เพียง 1.0 เท่า หากกำหนดให้ราคาหุ้นที่เหมาะสมซื้อขายด้วย P/BV ที่เพียง 1.2 เท่า ก็จะได้เป็น 3.66 บาท จึงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร

สำหรับในแง่ P/E ปี 59 ของกลุ่ม และ COM7 เป็น 28.8 และ 45.6 เท่า ตามลำดับ ขณะที่ IT เป็น 29.0 เท่า ใกล้เคียงกับกลุ่ม แต่เนื่องจากในงวดไตรมาส3/59 IT ไม่มีหนี้เงินกู้แม้แต่บาทเดียว แต่มีเงินสดบวกเงินลงทุนชั่วคราวเป็น 521 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.49 บาทต่อหนึ่งหุ้น IT แสดงว่าราคาหุ้นปัจจุบันหากหักด้วยเงินสดและเงินลงทุนต่อหุ้นเป็น 1.55 บาท (3.04-1.49 บาท) หรือคิดเป็น P/E ปี 59 ที่เพียง 14.8 เท่า ก็ยังต่ำกว่ากลุ่มที่ 28.8 เท่าอยู่มาก

คาดว่าสินค้าหลักของบริษัทจะขายดีมากขึ้นในช่วงที่รัฐมีนโยบายช็อปช่วยชาติ เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และคาดว่าจะมีการจัดโปรโมชันเร่งการตัดสินใจ เช่นให้อุปกรณ์เสริม และผ่อนจ่ายได้เป็นเวลาหลายเดือน สินค้าดังกล่าวคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต อุปกรณ์ต่อพ่วง และโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น นอกจากขายปลีกแล้วก็มีการขายส่งให้กับลูกค้าร้านปลีกในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัดด้วย

บริษัทตั้งเป้ามีสาขาทั้งหมดปี 59 ไว้ที่ 100 แห่ง จากสิ้นปี 59 ที่มีอยู่ 94 แห่ง สาขาแรกคือ พันธ์ทิพย์พลาซ่า และปัจจุบันใช้วิธีเช่าตามห้างสรรพสินค้า และ Modern Trade ต่างๆ ประโยชน์ของการเปิดสาขาเพิ่มคือ ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น ได้ประโยชน์จาก economy of scales และได้รับส่วนลดในการซื้อสินค้าที่มากกว่า ทั้งนี้บริษัทเน้นแนวคิดที่ว่าจะเป็น One Stop Shopping

ด้านผลการดำเนินงานล่าสุดออกมาดีคือ กำไรสุทธิและกำไรหลักเป็น 25 ล้านบาท เพิ่ม 92%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากรายได้จากการขายเพิ่ม 2% เป็น 3.7 พันล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 10.3% เทียบ เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 9.95% แม้สัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 11% เทียบ เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 10.9% เพราะการขยายสาขาเพิ่ม

ด้านความเสี่ยงคือ ประสิทธิภาพการทำกำไรสุทธิ (net margin) อยู่ในเกณฑ์ไม่สูงเป็น 0.7% ในรอบ 9M59 ซึ่งเป็นไปตามลักษณะธุรกิจที่เป็น Trading หรือ ซื้อมา-ขายไป แต่ก็ยังต่ำ หากเทียบกับ COM7 ที่เป็น 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นหากรายการยอดขาย ต้นทุนขาย หรือ ค่าใช้จ่ายทำไม่ได้ตามเป้าก็อาจจะขาดทุนได้ไม่ยาก อีกทั้งหากพิจารณารายการหลักในงบดุลพบว่า สินค้าคงเหลือเป็นรายการใหญ่สุดคือ 42% หรือ 758 ล้านบาท จากสินทรัพย์รวมที่ 1,814 ล้านบาท หากบริหารได้ไม่ดี ก็อาจจะต้องตั้งสำรองเป็นค่าใช้จาย และส่งผลต่อกำไรให้ลดลงได้ 

Back to top button