โบรกเชียร์ซื้อ BCP เป้า 41 บาท คาดกำไรไตรมาส 4/68 ทะลุ 2 พันลบ. รับค่ากลั่นนิวไฮ

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมินหุ้น BCP มีกำไรไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท รับค่าการกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ยังมีขาดทุนสต๊อก พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 41 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP จะมีผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิประมาณ 2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามีกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท และเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้จะมีรายการพิเศษสุทธิก่อนหักภาษีรวมเป็นลบประมาณ 3.9 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผลขาดทุนสต็อกน้ำมันและการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ประมาณ 3.6 พันล้านบาท แต่รายการดังกล่าวถือว่าลดลงมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

หากพิจารณาเฉพาะ กำไรปกติ คาดว่าจะอยู่ที่ 5.3 พันล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 65% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 193% จากช่วงเดียวกับปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก ธุรกิจโรงกลั่น ที่มีประสิทธิภาพการดำเนินงานดีเยี่ยม โดยมีกำลังการกลั่นอยู่ที่ 280 พันบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน

ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) พุ่งสูงถึง 95% ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ค่าการกลั่น (Market GRM) ยังปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 10.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามส่วนต่างราคาน้ำมัน (Spread) ที่เพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเบนซินและน้ำมันเครื่องบิน (Jet) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 52% จากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงในระหว่างไตรมาสทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ส่งผลให้ค่าการกลั่นรวม (Total GRM) สุทธิอยู่ที่ 6.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ นั้น ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน มีกำไรลดลงจากไตรมาสก่อน ตามค่าการตลาดที่ลดลงมาอยู่ที่ 0.80 บาทต่อลิตร เนื่องจากผลกระทบของขาดทุนสต็อกและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้นตามฤดูกาล แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายจะยังเติบโตได้ดีก็ตาม

ด้าน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีผลประกอบการทรงตัว โดยได้รับแรงชดเชยจากโครงการ Monsoon ที่รับรู้กำไรเต็มไตรมาสในช่วง High Season แม้โรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐฯ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาวจะแผ่วลงตามฤดูกาล

ในขณะที่ OKEA มีกำไรลดลงชั่วคราวจากปริมาณการขายที่ลดลงจากการบริหารจัดการปลายปี แต่คาดว่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในไตรมาสแรกของปีหน้า ส่งผลให้โดยรวมแล้ว กำไรปกติทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิมอย่างมาก

สำหรับแนวโน้มใน ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดว่ากำไรปกติจะยังคงเติบโตต่อเนื่องทั้ง จากไตรมาสก่อนหน้า และ จากช่วงเดียวกับปีก่อน แม้ค่าการกลั่นอาจจะย่อตัวลงบ้าง แต่จะถูกชดเชยด้วยการฟื้นตัวของ OKEA ทั้งในแง่ปริมาณและราคาขาย รวมถึงผลบวกจาก BCPG ที่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลของโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐฯ และการรับรู้รายได้จากโครงการ Monsoon ที่ปีที่แล้วยังไม่มี

ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมาย 41 บาท เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันยังปรับตัวขึ้นช้ากว่า (Laggard) หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นตัวอื่น เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP หรือ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขณะที่พื้นฐานกำไรยังคงแข็งแกร่ง และราคาหุ้นในปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) อยู่มาก นอกจากนี้ยังพบแรงซื้อสะสมจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มพลังงานนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

Back to top button