คัดหุ้น SET50 กำไรแกร่ง – Dividend Yield สูง – P/E ต่ำ!

นับตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง บวกกับนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง รวมถึงนักลงทุนสถาบันในประเทศผสมโรงเทขายออกมาเป็นบางช่วง....และที่สำคัญยังมีความกังวลจากภาวะต่างประเทศ


เส้นทางนักลงทุน

นับตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง บวกกับนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง รวมถึงนักลงทุนสถาบันในประเทศผสมโรงเทขายออกมาเป็นบางช่วง….และที่สำคัญยังมีความกังวลจากภาวะต่างประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.61 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงปิดที่ระดับ 1,596.10 จุด ลบไป 5.02 จุด มูลค่าการซื้อขาย 34,972.04 ล้านบาท ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลง หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25-2.50% พร้อมส่งสัญญาณขยับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2562 และปี 2563 ทำให้ตลาดผิดหวังเนื่องจากสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในปีหน้าเท่านั้น แต่เฟดก็จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2563 ด้วย

ประกอบกับความกังวลภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีน หลังเฟดปรับลดคาดการณ์จีดีพีสหรัฐฯ ปี 2562 ลงมาที่ 2.3% และคาดว่า IMF จะปรับคาดการณ์ลงในเดือน ม.ค. 2562 ด้วย ทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์วานนี้เหวี่ยงตัวไปกลับมาก โดยปรับขึ้นกว่า 300 จุดและปรับลงกว่า 300 จุด แกว่งตัวมากกว่า 500 จุดซึ่งมองว่ามากเกินไป และเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นกำลังเข้าสู่ภาวะตลาดหมี

ขณะเดียวกันก็ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะกลายเป็นตลาดหมี….จึงทำให้นักลงทุนอาจ Play Safe “ในการขายออกไปก่อน” เพื่อลดความเสี่ยง…. แล้วรอจังหวะในการเข้าไปช้อนซื้อเมื่อมั่นใจว่าดัชนีลงไปต่ำสุดแล้วจริง ๆ “คือลงจนสะเด็ดน้ำนั่นเอง” แต่ขณะนี้ก็ถือว่าเข้าเขต Oversold มากเกินไปแล้ว!!!!

สำหรับกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการลงทุนกับการมองหาหุ้นในช่วงตลาดหมีและผันผวน เพื่อเป็นการป้องกันการขาดทุน นั่นคือ ซื้อหุ้นเน้นคุณค่า (Value Stock)

ทั้งนี้ หุ้นที่ดีมีความปลอดภัยสูงคงหนีไม่พ้นการมองหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง….ซึ่งมีกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ในระดับน่าสนใจ และอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) ต่ำ

ดังนั้นจึงทำการสแกนหุ้น…เน้นเป็นหุ้น SET50 เพราะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อตลาดฯ มากสุด..

ส่วนการสแกนจะเน้นหุ้นที่มีกำไรสุทธิติดต่อกัน 5 ปี ล่าสุด มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนอยู่ในระดับน่าสนใจ และค่า P/E ไม่เกิน 12 เท่า ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ผลจากการสำรวจพบว่ามีหุ้น BBL, CPF, INTUCH, KKP, KTB, LH, PTT, PTTGC, SCB, SCC, TCAP และ TISCO เป็นต้น

ทางด้านตัวเลขรายละเอียดดูจากตารางประกอบ

และเมื่อเจาะลึกเพื่อเฟ้นหาหุ้นที่เพอร์เฟ็กต์ โดยสามารถทำกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกัน พร้อมกับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนล่าสุด วันที่ 19 ธ.ค.61 มากว่า 4% และค่า P/E Ratio ต่ำมาก

ตัวแรกคือ KKP สำหรับส่วนกำไรสุทธิ เมื่อปี 2557 มีกำไรสุทธิ 2,636.08 ล้านบาท ต่อมาในปี 2558 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3,317.10 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2559 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5,546.72 ล้านบาท ส่วนในปี 2560 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5,736.87 ล้านบาท และในงวด 9 เดือนแรกปี 2561 มีกำไรสุทธิ 4,614.97 ล้านบาท ที่สำคัญทางด้านอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.61 ที่ 7.46% ขณะที่ค่า P/E Ratio อยู่ที่ 9.58 เท่า

ตัวต่อมา คือ PTTGC สำหรับส่วนกำไรสุทธิ เมื่อปี 2557 มีกำไรสุทธิ 15,036.03 ล้านบาท ต่อมาในปี 2558 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 20,502.50 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2559 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 25,601.63 ล้านบาท ส่วนในปี 2560 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 39,298.31 ล้านบาท และในงวด 9 เดือนแรกปี 2561 มีกำไรสุทธิ 36,008.04 ล้านบาท ที่สำคัญทางด้านอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.61 ที่ 5.88% ขณะที่ค่า P/E Ratio อยู่ที่ 7.12 เท่า

ตัวต่อมา คือ TCAP สำหรับส่วนกำไรสุทธิ เมื่อปี 2557 มีกำไรสุทธิ 5,120.20 ล้านบาท ต่อมาในปี 2558 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5,436.58 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2559 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6,012.72 ล้านบาท ส่วนในปี 2560 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7,001.17 ล้านบาท และในงวด 9 เดือนแรกปี 2561 มีกำไรสุทธิ 5,819.62 ล้านบาท ที่สำคัญทางด้านอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.61 ที่ 4.06% ขณะที่ค่า P/E Ratio อยู่ที่ 8.14 เท่า

ตัวสุดท้ายคือ TISCO สำหรับส่วนกำไรสุทธิ เมื่อปี 2557 มีกำไรสุทธิ 4,249.52 ล้านบาท ต่อมาในปี 2558 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4,250.12 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2559 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5,005.89 ล้านบาท ส่วนในปี 2560 มีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6,090.01 ล้านบาท และในงวด 9 เดือนแรกปี 2561 มีกำไรสุทธิ 5,290.10 ล้านบาท ที่สำคัญทางด้านอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.61 ที่ 6.21% ขณะที่ค่า P/E Ratio อยู่ที่ 9.46 เท่า

กลยุทธ์การซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งมักสามารถต้านทานต่อภาวะตลาดหมีและผันผวนได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งราคาค่อนข้างลงไม่ลึกมาก พร้อมราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวเร็วอีกด้วย

Back to top button