BEC พุ่ง 3% โบรกชี้ครึ่งหลังโต รับละคร-วาไรตี้ดันรายได้โฆษณาพุ่ง ชูเป้า 15.30 บาท

BEC ทะยาน 3% แตะ 13.30 บาท ลุ้นผลงานครึ่งปีหลังสดใส ขานรับละครใหม่-วาไรตี้ลงจอ ดันรายได้โฆษณาพุ่ง โบรกชูเป้า 15.30 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ส.ค.65) ราคาหุ้น บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC ณ เวลา 11:09 น. อยู่ที่ระดับ 13.30 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 3.10% สูงสุดที่ระดับ 13.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 13.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 98.66 ล้านบาท

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ผลประกอบการของ BEC ในครึ่งปีหลังน่าจะแข็งแกร่งขึ้นเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากยอดโฆษณาเพิ่มขึ้น โดยการออกอากาศละครใหม่ที่เพิ่งลงจอเป็นครั้งแรก และรายการวาไรตี้โชว์ จะช่วยกระตุ้นรายได้ค่าโฆษณา และ utilization rate ดีขึ้นกว่าในครึ่งแรกของปี 65 ขณะที่ยอดขาย content licensing จะเพิ่มขึ้นใน ครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ เมื่ออิงจากแนวโน้มยอดโฆษณาและยอดขาย content licensing ที่เพิ่มขึ้น จึงยังคงราคาเป้าหมายครึ่งแรกของปี 66 ที่ 15.30 บาท (PER ที่ 31 เท่า) และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

สำหรับ Utilization rate ช่วงเวลาออกอากาศโฆษณาของ BEC เพิ่มขึ้นเป็น 72% ในไตรมาส 2/65 จาก 70% ในไตรมาส 2/64 และ 64% ในไตรมาส 1/65 ขณะที่อัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยลดลง 6% จากปีก่อน และ 6% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 75,200 บาท/นาที บริษัทคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากยอดโฆษณาเพิ่มขึ้น ซึ่งการออกอากาศละครใหม่และรายการวาไรตี้โชว์จะช่วยกระตุ้นรายได้ค่าโฆษณา ขณะที่ยอดขาย content licensing เพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 65

ทั้งนี้ เมื่ออิงจากละครใหม่และผังรายการ BEC คาดว่า utilization rate จะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 80% ในครึ่งหลังปี 65 (จาก 68% ในครึ่งปีแรกปี 65) ในขณะที่คาดว่า utilization rate ปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 73% ซึ่งหมายความว่า utilization rate ในครึ่งปีหลังปี 65 จะอยู่ที่ 77%

นอกจากนี้ มีการเตรียมใช้ระบบเรตติ้งใหม่วัดจำนวนผู้ชมโทรทัศน์และอุปกรณ์ดิจิทัล (คอมพิวเตอร์/smart phones ผ่านช่องทางอย่างเช่น Ch3 plus/AIS play) ระบบใหม่นี้จะช่วยให้สามารถวัดจำนวนผู้ชมได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะเริ่มใช้ระบบเรตติ้งใหม่ครอบคลุม platform ต่างๆ ตั้งแต่เดือน ก.พ.66 เป็นต้นไป คาดว่าระบบเรตติ้งใหม่จะทำให้อัตราค่าโฆษณาสูงขึ้นในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังคงมองบวก BEC และยังคงประมาณการกำไรปี 65 เอาไว้ที่ 890 ล้านบาท และปี 66 ที่ 1.1 พันล้านบาท เนื่องจาก 1) คาดว่ายอดโฆษณาจจะเพิ่มขึ้น และ 2) คาดว่ารายได้จาก GCL และ platform ดิจิทัลจะเพิ่มขึ้น

Back to top button