
วิกฤตรุมเร้า
“โมนิก้า” ยังไม่ขอเป็นคนมองโลกสวยต่อ ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น เพราะหากไล่ดูข้อมูลล่าสุดจาก Bloomberg Economics จะเห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้กำลังเผชิญกับ บททดสอบครั้งสำคัญ
“โมนิก้า” ยังไม่ขอเป็นคนมองโลกสวยต่อ ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น เพราะหากไล่ดูข้อมูลล่าสุดจาก Bloomberg Economics จะเห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้กำลังเผชิญกับ บททดสอบครั้งสำคัญ จากสัญญาณอันตรายที่รุมเร้ารอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลก และความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะฉุดให้เศรษฐกิจไทย หดตัวลงถึง 0.50% เพคะ
ขณะที่สัญญาณอันตรายที่ยังรออยู่ข้างหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น แรงกดดันจากกำแพงภาษีและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, กับดักการเมืองและนโยบายประชานิยม, รวมถึง วิกฤตเชิงโครงสร้าง อย่างสังคมสูงวัย และการที่ไทยเริ่มสูญเสียสถานะ “แชมป์เศรษฐกิจ” ในอาเซียนไปอย่างช้า ๆ ยังไม่รวมปัจจัยซ้ำเติมระยะสั้นที่บั่นทอนความเชื่อมั่น เช่น ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกัมพูชา ซึ่งกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยว ตลอดจน ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ที่ยากจะประเมินผลกระทบล่วงหน้าได้ครบถ้วนเจ้าค่ะ
ทั้งนี้ “โมนิก้า” มองว่าปัจจัยลบถาโถมเข้ามาเป็นตัวเร่งให้นักลงทุน เทขายหุ้นลดความเสี่ยง ส่งผลให้วานนี้ SET ปิดที่ระดับ 1,235.30 จุด ลบไป 6.90 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.74 หมื่นล้านบาท ตลาดยังเต็มไปด้วย ความระมัดระวังสูง เม็ดเงินใหม่ไม่ไหลเข้า แรงซื้อก็อ่อนกำลังพูดตรง ๆ ภาวะเช่นนี้เป็น สัญญาณเตือนชัดเจน ว่าตลาดระยะสั้นยังต้อง ตั้งรับมากกว่ารุก ซึ่งเป็นเรื่อง หลีกเลี่ยงไม่ได้เจ้าค่ะ
การตั้งรับของยังคงอิงตามมุมมองนักวิเคราะห์ทุกสถาบัน คือเน้นลงทุน หุ้น SET50 เป็นหลัก เพราะฟื้นตัวเร็ว และนักลงทุนยังเล่นกันเป็นรอบเช่น KTB ซึ่งเป็นแบงก์ที่มีกำไรแกร่ง รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตแข็งแรง ทั้งจากธุรกิจบริหารความมั่นคงและต่างประเทศ ทำให้ ROE มีแนวโน้มสูงขึ้นในปีนี้ พร้อมจ่ายปันผลสม่ำเสมอและสูง ดังนั้น จากราคาหุ้นปิดที่ 29 บาท บวกไป 0.25 บาท หรือขึ้นไป 0.87% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 616 ล้านบาท “โมนิก้า” มองว่า นี่อาจเป็นจังหวะดีในการเข้าสะสม ค่ะ
ตามด้วยในรายของ KKP อิงมุมมองเชิงบวกของกูรูต่อ เสถียรภาพการเติบโตของกำไร และการบริหารเงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยผลักดันให้ ROE ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องที่ 8.7%-9% ในปี 2569-2570 พร้อมคาด ผลตอบแทนเงินปันผลสูง 6.70-7.40% ส่วนราคาหุ้นปิดที่ 65.50 บาท ลบไป 0.75 บาท หรือ 1.13% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 150 ล้านบาท “โมนิก้า” มองว่า หากไม่หลุด แนวรับสำคัญ 65 บาท จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับนักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ค่ะ
เช่นเดียวกับรายของ PTTEP ยังน่าลงทุน เป็นบริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี โดยปริมาณการขายเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมี Strategic Partner ในการเสาะหาแหล่งใหม่ ๆ ประเด็นที่ยังเห็นว่าน่าลงทุน คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 6-7% “โมนิก้า” มองว่าจากราคาหุ้นมาปิดที่ระดับ 112.50 บาท บวกไป 1 บาท หรือขึ้นไป 0.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.33 พันล้านบาท ลุ้นเป้าแนวต้านบริเวณ 115 บาท ยังเป็นเป้าหมายถัดไปที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเจ้าค่ะ
ปิดท้ายด้วยรายของ TRUE ฝากกูรูมองราคาหุ้นมีปัจจัยหนุนจากโมเมนตัมกำไรที่เติบโตแข็งแกร่ง โดยไตรมาส 4/2568 คาดกำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 33.40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 2.70% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการรับรู้ประโยชน์เต็มไตรมาสจากต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลง งานนี้ “โมนิก้า” มองว่าจากราคาปิดที่ระดับ 11.60 บาท บวกไป 0.40 บาท หรือขึ้นไป 3.57% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.29 พันล้านบาท ดูแล้วใครยากเก็งกำไรก็ต้องคิดพิจารณาแล้วกันนะจ๊ะ
โมนิก้าและทีมงาน