
THAI พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตครั้งใหม่ที่มั่นคง แข็งแรง และไกลกว่าเดิม
"การบินไทย" พ้นแผนฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นทางการ หลังศาลสั่งยกเลิกแผนฯ พร้อมแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ เดินหน้าขอคืนสถานะจดทะเบียนใน ตลท. คาดเทรดต้น ส.ค. นี้ พร้อมโชว์ศักยภาพผลประกอบการโตต่อเนื่อง เตรียมขยายฝูงบิน-ยกระดับบริการสู่มาตรฐานใหม่ในฐานะเอกชนเต็มตัว
หลังจากฝ่าฟันวิกฤติทางการเงินจากผลการขาดทุนสะสมมานานหลายปีตลอดจนสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการการบินไทย และแต่งตั้งผู้ทำแผน และวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ จากนั้น THAI ภายใต้การบริหารจัดการของคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ได้ดำเนินงานตามขั้นตอนของแผนฟื้นฟูกิจการมาอย่างมีวินัยในการบริหารจัดการต้นทุน การชำระคืนหนี้ การปรับโครงสร้างทุน การสร้างผลประกอบการใหม่ที่เติบโตได้ต่อเนื่องจนส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงินเฉพาะกิจการเป็นบวก โดยปัจจุบันได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขความสำเร็จของแผนที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ
จนขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ THAI พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตครั้งใหม่ที่มั่นคง แข็งแรงและไกลกว่าเดิมสมกับแคมเปญ “Fly for the new high ToGether” บินให้สูงกว่าเดิม…ไปด้วยกัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยลำดับต่อไปจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อให้บริษัทสามารถนำหุ้นกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าภายในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568
- ตั้งบอร์ดและประธานกรรมการบริษัทฯใหม่
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทย มีมติอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ 11 ราย ประกอบด้วยกรรมการเดิม 3 ราย ได้แก่ 1. ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ 2. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร 3. พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย และกรรมการเข้าใหม่ 8 ราย ได้แก่ 1.นายลวรณ แสงสนิท 2. ดร.กุลยา ตันติเตมิท 3. นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ 4. พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร 5. นายณปกรณ์ ธนสุวรรณเกษม 6. นายยรรยง เดชภิรัตนมงคล 7. นายสัมฤทธิ์ สำเนียง และ 8. นายชาย เอี่ยมศิริ
โดยภายหลังศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นผลให้อำนาจหน้าที่ของผู้บริหารแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทฯ สิ้นสุดลง ในวันเดียวกัน การบินไทยจึงได้นัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรก เพื่อเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ โดยที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายลวรณ แสงสนิท ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ ควบคู่กับการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ประกอบด้วยกรรมการอิสระจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1. นายยรรยง เดชภิรัตนมงคล ประธานกรรมการตรวจสอบ 2. พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย กรรมการตรวจสอบ 3. นายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการตรวจสอบ รวมถึงแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ได้แก่ 1. ดร.กุลยา ตันติเตมิท ประธานคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน 2. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน 3. นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ในโอกาสเดียวกัน โดยคณะกรรมการชุดย่อยที่ได้รับการแต่งตั้งทุกท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ดังกล่าว
- พลิกฟื้นทำกำไรอย่างต่อเนื่อง พร้อมสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
ขณะที่ผลประกอบการ THAI นั้น หลังจากเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 187,989 ล้านบาท ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เท่ากับ 41,515 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) (EBIT Margin) สำหรับปี 2567 อยู่ที่ 22.1% สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 51,625 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 13,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 2,586 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร (EBIT Margin) 26.5% นอกจากนี้ มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เท่ากับ 83.3% ใกล้เคียงกับปีก่อน ทั้งนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องมาจากปริมาณความต้องการการเดินทางของผู้โดยสารที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯ ได้มีการขยายฝูงบิน เพิ่มความถี่เที่ยวบิน ส่งผลให้ปริมาณการผลิต (Available Seat Kilometers-ASK) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21.1% โดยมีปริมาณขนส่งผู้โดยสาร (Revenue Seat Kilometers-RPK) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20.8% จากจำนวนผู้โดยสารรวม 4.33 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.6%
นอกจากนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เปรียบเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 297,753 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,245 ล้านบาท (1.8%) โดยเป็นเงินสดรวมตั๋วเงินฝาก เงินฝากประจำ และหุ้นกู้ ที่มีระยะเวลาครบกำหนดชำระมากกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน จำนวน 124,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,858 ล้านบาท และหนี้สินรวม 242,314 ล้านบาท ลดลง 4,606 ล้านบาท (1.9%) ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 55,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,850 ล้านบาท (21.6%) โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Equity) เท่ากับ 4.37 เท่า และ 2.23 เท่า ตามลำดับ ซึ่งดีขึ้นอย่างมากจากก่อนเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ ณ สิ้นปี 2562 ที่ 20.66 เท่า และ 12.52 เท่า ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปธุรกิจและการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการในช่วงที่ผ่านมา
- เตรียมสัมผัสการบินไทยรูปแบบใหม่ในทุกมิติ
หลังจาก THAI พร้อมกลับมายืนหยัดอีกครั้งอย่างแข็งแกร่ง ก็ได้ประกาศความพร้อม พลิกโฉมการให้บริการมากมายเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ (New Standard) บริการใหม่ สู่ประสบการณ์ใหม่อันน่าประทับใจสูงสุดให้กับผู้โดยสาร เริ่มที่ New “Fleet” โดยฝูงบินและนักบินของ THAI ถูกปรับโครงสร้างใหม่ให้มีความเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ จากที่เคยมีเครื่องบินหลากหลายแบบ THAI ได้ปรับลดแบบเครื่องบิน และในวันนี้ได้จัดหาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับการเติบโตในอนาคต โดยเพิ่มเป็น 93 ลำภายในปี 2026 และขยายต่อเนื่องเป็น 150 ลำภายในปี 2033 ซึ่งคาดว่าจะมีเพียง 4 แบบเครื่องบิน (จากเดิม 8 รุ่นก่อนเข้าแผนฟื้นฟูฯ) และ 5 ประเภทเครื่องยนต์ (จากเดิม 9 ประเภทเครื่องยนต์) โดยเป้าหมายในการขยายฝูงบินดังกล่าวจะเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาด และสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต รวมทั้งยังสามารถควบคุมต้นทุนในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดการเดินทางทางอากาศและเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายเส้นทางบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งได้วางเป้าในการจัดการฝูงบินอย่างมีกลยุทธ์ มีการกำหนดเป้าหมายในระยะกลาง และระยะยาว และวางเป้าในการลดแบบเครื่องบินให้เหลือ 4 แบบ คือ B777-300ER , B787 , A350 , A320/A321 NEO Family และในระยะสั้น-กลางนี้ THAI ได้จัดหาเพื่อทดแทนการขาดแคลนเครื่องบิน โดยมีอีก 2 รุ่นได้แก่ B777-200ER และ A330 ซึ่งการปรับโครงสร้างฝูงบินนี้จะทำให้ THAI บริหารจัดการง่ายขึ้น ลดต้นทุนซ่อมบำรุง เพิ่มความคล่องตัวในการจัดตารางบินให้เหมาะสมกับเส้นทางบิน
จากการพลิกโฉมทั้งหมดดังกล่าวได้สร้าง New Growth อย่างยั่งยืน วันนี้ THAI พร้อมเดินหน้าอย่างมั่นคงในฐานะ “บริษัทเอกชน” เต็มรูปแบบ หลังจากประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการมาอย่างมีวินัย และดำเนินการปรับโครงสร้างทุนให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก
การเป็นเอกชนทำให้ THAI มีความคล่องตัวในการตัดสินใจและปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่คือรากฐานของการเติบโตแบบใหม่ที่มุ่งพัฒนาทุกมิติเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง สู่เป้าหมายการเป็นสายการบินที่คนไทยภาคภูมิใจ ต่อยอดสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใส การบริหารจัดการโดยคณะผู้บริหารที่มากด้วยประสบการณ์ ตลอดจนมีนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งการดำเนินงานและทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความโปร่งใสของ THAI