
DUSIT เดือด! 2 ทายาทชนัตถ์และลูก โต้ “ชนินทธ์” ย้ำดึงเซ็นทรัลเสริมแกร่ง ไม่ใช่ยึดกิจการ
ศึกภายใน “ดุสิตธานี” เดือด! 2 ทายาท “ชนัตถ์และลูก” ผู้ถือหุ้นใหญ่ ออกโรงโต้ “ชนินทธ์ โทณวณิก” ปมกล่าวหาดึงคนนอก ย้ำการดึง “เซ็นทรัลพัฒนา” เข้าบอร์ดเป็นสิทธิตามการถือหุ้น 17% เพื่อฟื้นธุรกิจจากขาดทุนสะสมกว่า 1.25 พันลบ. และหยุดภาวะไร้ปันผลนานกว่า 5 ปี ย้ำไม่ใช่ยึดกิจการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ออกแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 หลังถูกผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอวาระถอดถอนตนออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ที่จะมีขึ้นวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยอ้างถึงความขัดแย้งภายในครอบครัวและการดึง “กลุ่มเซ็นทรัล” เข้ามามีบทบาทในการบริหาร
ล่าสุด นางสินี เธียรประสิทธิ์ และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการผู้มีอำนาจใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี) ออกแถลงการณ์ขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่นายชนินทธ์ โทณวณิก แถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยระบุ ดังนี้ การบริหารจัดการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการมรดกของคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
สำหรับบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 โดยคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย มีเจตนารมณ์ให้เป็นธุรกิจในครอบครัวเท่านั้น ผู้ถือหุ้นหลักประกอบด้วยคุณหญิงชนัตถ์ฯ และบุตรทั้ง 3 คน โดยบริษัทฯ เข้าถือหุ้นในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ข้อบังคับของบริษัทฯ ระบุชัดว่า ห้ามโอนหุ้นให้บุคคลภายนอก เว้นแต่โอนให้ผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้สืบสันดาน และห้ามจำหน่าย จ่าย โอนหุ้น DUSIT ที่ถือครอง เว้นแต่ในกรณีชำระบัญชีของบริษัทฯ
ดังนั้นข้อกล่าวหาของนายชนินทธ์ที่อ้างว่ามีการเสนอชื่อกรรมการใหม่บางรายซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มเซ็นทรัล และอาจเปิดทางให้คนนอกเข้ามาควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมานั้น จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากข้อบังคับไม่อนุญาตให้ขายหุ้น DUSIT ให้บุคคลภายนอก ซึ่งนายชนินทธ์ฯ ย่อมทราบดี บริษัทฯจึงตั้งคำถามถึงเจตนาและประโยชน์ของการแถลงข่าวดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่มีคุณค่าใดต่อ DUSIT และผู้ถือหุ้นโดยรวม
สำหรับเหตุผลในการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ดุสิตธานี บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ยืนยันว่ามีเจตนาที่ดีต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นทุกฝ่าย โดยเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างมีเหตุผล เนื่องจากดุสิตธานีไม่ได้จ่ายเงินปันผลต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี และยังมีขาดทุนสะสมสูงกว่า 1,254 ล้านบาท บริษัทฯ จึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้ และมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร โดยเสนอเพิ่มจำนวนกรรมการรวม 10 คน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและนำพาดุสิตธานีกลับมามีกำไร สร้างประโยชน์ต่อทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นในภาพรวม
สำหรับกรณีการเชิญบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เข้าร่วมเป็นกรรมการ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ชี้แจงว่า CPN ถือหุ้นในดุสิตธานี 17.09% และเป็นพันธมิตรหลักในโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มูลค่ารวมกว่า 46,000 ล้านบาท การให้สิทธิ์ CPN ส่งตัวแทนเข้าร่วมบอร์ดจึงเป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้นและเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปของธุรกิจ เพื่อคุ้มครองและดูแลการลงทุน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามายึดกิจการตามที่ถูกกล่าวหา
ทั้งนี้ CPN ได้เสนอชื่อกรรมการเพียง 2 คน จากจำนวนกรรมการใหม่ทั้งหมด 10 คน จึงไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร แต่เป็นการเสริมศักยภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ดุสิตธานี โดยบริษัทฯ มั่นใจว่า CPN เป็นองค์กรชั้นนำที่ได้รับการยอมรับ มีความเป็นมืออาชีพ และดำเนินงานบนหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด จึงไม่มีเจตนาจะ Take Over ดุสิตธานีแต่อย่างใด
บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้มีเจตนาดี มุ่งบริหารดุสิตธานีให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการและแนวทางของคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งเป็นแบบอย่าง ทั้งนี้ นางสินี เธียรประสิทธิ์ บุตรสาวซึ่งทำงานเคียงข้างคุณหญิงชนัตถ์ฯ มานานกว่า 30 ปี มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ที่เพียงพอในการเข้ามาบริหารกิจการต่อได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ การแต่งตั้ง ดร.กฤษดา กวีญาน และนายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจร่วมกับนางสินีฯ ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของทีมบริหาร โดยทั้งสองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเซ็นทรัลพัฒนา และมีคุณสมบัติความรู้ความสามารถที่บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยขับเคลื่อนดุสิตธานีด้วยความโปร่งใส ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่เป็นไปตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บริษัทฯ ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ดุสิตธานีประสบความสำเร็จ สร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์โรงแรมไทย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และดำรงอยู่คู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง
ดังนั้น คำแถลงของนายชนินธนท์ฯระบุ “สุดท้ายแล้ว เป็นที่น่าเสียใจและเจ็บปวดอย่างยิ่ง ที่คุณสินีและน้องอีกคนเห็นต่าง และเป็นผู้เปิดประตูเชิญชวนคนนอกที่ไม่เคยบริหารดุสิตธานีมาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม บมจ.ดุสิตธานี…” นั้น ไม่เป็นความจริง และบริษัทฯเห็นว่าเป็นการจงใจหมิ่นประมาทใส่ความบริษัทฯ นางสินีฯ และนางสุนงค์ฯอีกด้วย
ส่วนการจัดการทรัพย์มรดกของคุณหญิงชนัตถ์ฯเป็นเรื่องระหว่างทายาท โดยนางสินีฯ และนางสนุงค์ฯ ระบุว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องภายในครอบครัว และไม่เหมาะสม อย่างยิ่งที่จะนำออกไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับรู้ หากคุณหญิงชนัตถ์ฯ รับรู้ คงจะเศร้าใจอย่างยิ่งที่นายชนินทธ์ฯ บุตรชายคนโต ได้นำเรื่องภายในครอบครัวนี้ออกมาเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก และพยายามนำมาผูกโยงกับการบริหารจัดการดุสิตธานี
ตามที่นายชนินทธ์ฯ กล่าวอ้างว่าทายาททั้ง 3 คนของคุณหญิงชนัตถ์ฯ ได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกเรียบร้อยแล้ว โดยทุกฝ่ายตกลงให้นายชนินธนท์ฯ ได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากทายาทยังตกลงกันไม่ได้ และข้อตกลงที่อ้างนั้นยังไม่เกิดขึ้น และในเรื่องนี้เมื่อปี 2566 นายชนินทธ์ฯ ได้ยื่นฟ้องนางสินีฯ และนางสุนงค์ฯ ต่อศาลเพื่อขอให้บังคับโอนหุ้นบริษัทฯ ให้แก่ตนเองแต่ผู้เดียว
แต่ต่อมาในปี 2567 ศาลได้มี คำพิพากษายกฟ้อง ของนายชนินทธ์ฯ โดยวินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการประชุมผู้จัดการมรดกระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองดำเนินมาถึงเพียงขั้นตอนกำหนดแนวทางและวิธีการแบ่งทรัพย์มรดก” และอีกตอนหนึ่ง “แต่เกิดความขัดแย้งเสียก่อนทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น ข้อตกลงที่โจทก์อ้างตามฟ้องจึงยังไม่เกิดขึ้น” แต่นายชนินทธ์ฯ ก็ยังคงกล่าวอ้างมาตลอดว่ามีข้อตกลงนั้นอยู่
การที่นายชนินทธ์ฯ แถลงว่า “ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิดหลังจากโควิดจบลง” นั้น เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น และทำให้นางสินีฯ และนางสนุงค์ฯ ได้รับความเสียหาย บริษัทฯ ชี้แจงว่ากรณีที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องที่นางสินีฯ และนางสนุงค์ฯ เพิ่งมาเปลี่ยนใจในภายหลัง แต่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันได้มาตั้งแต่ปี 2565 แล้ว
ดังนั้นบริษัทฯ นางสินีฯ และนางสุนงค์ฯ ขอยืนยันว่าการดำเนินการในเรื่องของดุสิตธานีและการขอให้มีการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดุสิตธานีนั้น เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของดุสิตธานีและผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง บริษัทฯ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามา ยึดกิจการและควบคุมอำนาจบริหารของดุสิตธานีอย่างแน่นอน
บริษัทฯจะทำทุกวิถีทางให้ดุสิตธานีมีการบริหารกิจการอย่างโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล และพร้อมยอมรับให้มีการตรวจสอบจากทุกฝ่าย เพื่อให้ดุสิตธานีดำรงอยู่อย่างมั่นคง มีความก้าวหน้า และเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป