
CMAN กางแผนปี 69 รุกเจาะตลาดอินเดีย-อินโดเต็มสูบ ตั้งเป้ามาร์จิ้นโตเฉลี่ย 30% ต่อปี
CMAN แย้มผลงานปี 68 ออลไทม์ไฮ พร้อมลุยลงทุนต่างประเทศ รุกเจาะตลาดอินเดียเต็มสูบ ผุดโรงงานแห่งที่ 3 ส่วนอินโดฯคาดแผนชัดเจนไตรมาส 2/69 หวังขยับขึ้นสู่ผู้นำอุตสาหกรรมปูนไลม์ Top 5 ของโลก ภายใน 3–5 ปี ควบคู่กลยุทธ์ลดต้นทุนพลังงาน หนุนอัตรากำไรเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าดันมาร์จิ้นไม่ต่ำกว่า 30% ต่อปี
หม่อมหลวงจันทรจุฑา จันทรทัต ประธานกรรมการ บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) หรือ CMAN เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 มีแนวโน้มสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ออลไทม์ไฮ) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนจากผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 278.25 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี 2567 แล้ว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะประกาศงบการเงินอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการรักษาอัตรากำไร (Margin) เป็นหลัก โดยตั้งเป้าให้อัตรากำไรเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ต่อปี แม้ว่ายอดขายอาจไม่ได้ขยายตัวในอัตราก้าวกระโดด แต่กำไรมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำอัตรากำไรได้ในระดับประมาณ 35-36% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจและความสามารถในการควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิผล
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนในเชิงโครงสร้าง โดยเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทได้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม และทยอยปรับเปลี่ยนรถขนส่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามอายุการใช้งาน โดยปัจจุบันมีสัดส่วนการเปลี่ยนผ่านแล้วประมาณ 40–50% ของจำนวนรถทั้งหมด
ขณะเดียวกัน บริษัทได้นำเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) มาใช้ทดแทนน้ำมันและก๊าซในบางส่วน แม้ว่าถ่านหินยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าแนวโน้มราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการบริหารต้นทุนและช่วยเสริมความสามารถในการรักษามาร์จิ้นในระยะต่อไป
หม่อมหลวงจันทรจุฑา จันทรทัต กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างรายได้ปัจจุบันเน้นต่างประเทศเป็นหลักโดยมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 65% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป เนื่องจากบริษัทมองว่าตลาดในประเทศไทยเริ่มถึงจุดอิ่มตัวและมีข้อจำกัดด้านขนาดเศรษฐกิจโดยบริษัทมุ่งทำการตลาดในกลุ่มตลาดใหม่ (New Markets) โดยไม่ได้เน้นยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซาในภูมิภาคดังกล่าวได้รับผลกระทบจำกัด
สำหรับแผนขยายฐานการผลิตในต่างประเทศบริษัทให้ความสำคัญกับประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย โดยการลงทุนในอินเดียยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยมองว่าการลงทุนมีโอกาสเติบโตระยะยาวคล้ายจีนเมื่อ 10–20 ปีก่อน โดยปัจจุบันมีโรงงานแล้ว 2 แห่ง และอยู่ระหว่างวางแผนขยายเป็นโรงงานที่ 3 และ 4
อีกทั้งยังมีโมเดลการเข้าไปออกแบบและบริหารจัดการโรงงานให้กับเจ้าของเหมืองหรือผู้ถือเงินทุนในท้องถิ่น โดยบริษัทไม่ต้องลงเงินลงทุนเองในบางโครงการในลักษณะรับจ้างบริหาร
ส่วนความคืบหน้าลงทุนในประเทศอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และคาดว่าจะมีความชัดเจนของการดำเนินงานภายในไตรมาส 2 ของปีนี้
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ โดยปัจจุบันบริษัทเป็นหนึ่งในสิบของผู้นำอุตสาหกรรมปูนไลม์ระดับโลก และวางเป้าระยะยาวกำลัขยับขึ้นสู่ อันดับ 5 ของโลก ภายใน 3–5 ปี ผ่านการเติบโตจากต่างประเทศและการยกระดับประสิทธิภาพต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

