
คณิตศาสตร์การเมืองเดือด เปิดสมการ 2 ขั้วใหญ่ แข่งปักหมุดจัดตั้งรัฐบาล
ศาลรัฐธรรมนูญปลด “อุ๊งอิ๊ง” สะเทือนขั้วการเมือง เปิดสมการใหม่ 492 เสียง ใครรวบได้เกินครึ่ง ปักหมุดตั้งรัฐบาลทันที ศึกใหญ่ 3–5 ก.ย. นี้ ต้องลุ้นทุกคะแนนแบบวันต่อวัน
ภายหลังวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยวินิจฉัยว่ากระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
ทันทีที่คำวินิจฉัยสิ้นสุด บรรยากาศการเมืองร้อนฉ่า “สองขั้วการเมืองใหญ่” เปิดเกมชิงเสียงจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างดุเดือด พรรคการเมืองขนาดใหญ่ต่างเร่งเดินเครื่องเต็มสูบ เดินสายเจรจาดึงพรรคเล็กพรรคน้อยเข้าร่วมฝั่ง หวังรวบรวมเสียงข้างมากก่อนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร
มุมแดง พรรคเพื่อไทย นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย เปิดแถลงข่าวที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง พร้อมแกนนำพันธมิตรเดิม ได้แก่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน พรรคประชาธิปัตย์ นายวราวุฒิ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา นายสุวัฒน์ ลิปตพัลลภ พรรคชาติพัฒนา และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติ ยืนยันพร้อมจัดตั้งรัฐบาล โดยเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตคนสุดท้ายในบัญชีของพรรค เพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ฟากมุมน้ำเงิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปรากฏตัวที่พรรคประชาชน เพื่อหารือกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก่อนประกาศรับเงื่อนไขทั้งหมดของพรรคประชาชน คือ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน คืนอำนาจให้ประชาชน และจัดประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ค่ำวันเดียวกัน นายอนุทินตั้งโต๊ะเปิดแถลงข่าวในเวลา 21:30 น. ประกาศพร้อมจัดตั้งรัฐบาล โดยมีแกนนำพรรคการเมืองเข้าร่วม อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ พรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น พรรครวมไทยสร้างชาติ นายสุรทิน พิจารณ์ พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายนิพนธ์ บุญญามณี พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย
การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่จะได้รับเลือกต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อยู่ 492 คน หรืออย่างน้อย 247 เสียง
และต้องมาจากรายชื่อแคนดิเดตที่พรรคการเมืองยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 และเข้าเกณฑ์คือมี สส.ไม่น้อยกว่า 25 คน ได้แก่ นายชัยเกษม (พรรคเพื่อไทย), นายอนุทิน (พรรคภูมิใจไทย) ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ มีแคนดิเดต 2 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และนายพีระพันธุ์ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี สส. ครบ 25 คนพอดี มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นแคนดิเดต
แต่ในสถานการณ์ฝุ่นตลบเช่นนี้ สนามการเมืองถูกแบ่งเป็นสองขั้ว คือ มุมแดง นำโดยพรรคเพื่อไทย และมุมน้ำเงิน นำโดยพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะชิงดำระหว่าง นายชัยเกษม กับ นายอนุทิน
ทั้งสองขั้วต่างถูกบีบด้วยเงื่อนไขจากพรรคประชาชนว่า รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นต้องเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” มีเวลาเพียง 4 เดือน เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา จัดประชามติแก้รัฐธรรมนูญ และเตรียมเลือกตั้งใหญ่ปี 2569
“เปิดสูตรตัวเลขขั้วอำนาจ ตั้งรัฐบาลใหม่”
เมื่อรวมเสียงตามการปรากฏตัวของแกนนำบนเวทีแถลงข่าววันที่ 29 สิงหาคม ซึ่งฝั่งมุมแดงพรรคร่วมมาไม่ครบ ขณะที่บางแกนนำเลือกข้ามไปมุมน้ำเงิน เช่น นายสุชาติ ที่ระบุว่ามี สส.รวมไทยสร้างชาติ 16 เสียง นายศักดิ์ดา ที่จะนำ สส.เพื่อไทย มาได้ 10 เสียง และพรรคเล็กนำโดยนายสุรทิน ที่อ้างว่ามี 4 เสียง
บวกกับพฤติกรรม “งูเห่า” ที่โหวตร่างงบประมาณปี 2569 วาระ 3 ให้รัฐบาล 7 เสียง ประกอบกับ หากพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม ตัดสินใจหนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ทำให้คณิตศาสตร์การเมือง ณ เช้าวันที่ 30 สิงหาคม ออกมาเป็นดังนี้
มุมแดง รวม 204 เสียง
- พรรคเพื่อไทย 130
- พรรครวมไทยสร้างชาติ 20
- พรรคประชาธิปัตย์ 25
- พรรคชาติไทยพัฒนา 10
- พรรคประชาชาติ 9
- พรรคชาติพัฒนา 3
- พรรคไทยสร้างไทย 5
- พรรคไทยก้าวหน้า 1
- พรรคพลังประชารัฐ 1
มุมน้ำเงิน รวม 288 เสียง
- พรรคประชาชน 143
- พรรคภูมิใจไทย 69
- พรรคพลังประชารัฐ 19
- พรรคเป็นธรรม 1
- พรรคกล้าธรรม 25
- พรรคไทรวมพลัง 2
- พรรคเสรีรวมไทย 1
- พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1
- พรรครวมไทยสร้างชาติ 16
- พรรคเพื่อไทย 10
- พรรคไทยสร้างไทย 1
รวมทั้งหมด 492 เสียงพอดี
แม้ตัวเลขจะชี้ว่ามุมน้ำเงินถือแต้มต่อเหนือมุมแดง แต่บทเรียนการเมืองไทยสอนเสมอว่า “ไม่มีอะไรแน่นอน” เสียง สส. สามารถโยกย้ายได้ทุกเมื่อ
พรรคประชาชนมีกำหนดประชุม สส. ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายนนี้ เพื่อกำหนดท่าทีอย่างเป็นทางการ ขณะที่พรรคกล้าธรรม ออกแถลงการณ์ผลตัดสินใจขั้นสุดท้าย มีมติเอกฉันท์สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (อัปเดตข้อมูล เวลา 16:00 น. วันที่ 30 ส.ค.68)
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะยืนหยัดกับพันธมิตรเดิม หรือเปิดเกมใหม่ในนาทีสุดท้าย ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มการเมืองบางส่วนที่อาจไม่อยากพลาดโอกาสมีสิทธิ์เปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ระหว่างวันที่ 3–5 กันยายนนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้นำชั่วคราว แต่เป็นการวัดพลังการเมืองในระยะสั้น 4 เดือน ว่าใครจะได้สิทธิ์กำหนดทิศทางประเทศก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569
และสุภาษิตที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร” ยังคงใช้ได้เสมอในการเมืองไทย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“ภูมิใจไทย” ตอบรับข้อเสนอ “พรรคประชาชน” จัดตั้งรัฐบาลใหม่
“เพื่อไทย” ยันตั้งรัฐบาลใหม่เร็วที่สุด – “ภูมิธรรม” นำถก ครม. นัดพิเศษ 30 ส.ค.
“เท้ง” เปิดเงื่อนไข 3 ข้อ หนุนเลือกนายก “ยุบสภา 4 เดือน–ทำประชามติ รธน.”