
“เมอร์เคิล แคปปิตอล” ชี้ปี 69 สภาพคล่องฟื้น หวังเงินไหลเข้า ”สินทรัพย์เสี่ยง-คริปโต”
“เมอร์เคิล แคปปิตอล” ประเมินปี 2569 สภาพคล่องเริ่มกลับเข้าตลาด หลังเฟดชะลอ QT และทำ Reserve Management คาดดอกเบี้ยขาลงหนุนสินทรัพย์เสี่ยง พร้อมชูธีม RWA, Stablecoin และ SocialFi
นายภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ Senior Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนปี 2569 ว่าจะเป็นปีที่ “สภาพคล่อง” มีแนวโน้มกลับเข้ามาหนุนตลาดมากขึ้น หลังในปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณชะลอการทำมาตรการลดขนาดงบดุล (QT) และหันไปสู่การบริหารจัดการเงินสำรอง (Reserve Management) ซึ่งมองได้ว่าเป็นการอัดฉีดแบบ “เบา ๆ” เพื่อพยุงระบบการเงินและลดความเสี่ยงภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกันทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาลง โดยมองว่าเฟดมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมและอาจคงดอกเบี้ยหรือทยอยลดลง ซึ่งจะทำให้ “Liquidity Engine” กลับมาเดินเครื่องและเป็นแรงสนับสนุนตลาดตลอดทั้งปี 2569
สำหรับธีมการลงทุนปี 2569 มองว่าตลาดเริ่มให้มูลค่ากับสิ่งที่ “จับต้องได้” มากขึ้น โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หลังผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีด้านชิปและเอไอหลายรายออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดยอมรับว่าเอไอเป็นเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นจริง และความต้องการด้านชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ยังเป็นห่วงโซ่อุปสงค์สำคัญ ขณะเดียวกันในฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2568 ถูกมองว่าเป็นช่วง “คัดกรอง” โครงการที่มีเพียงกระแสหรือคำพูดออกจากโครงการที่มีการใช้งานจริง โดยต่อจากนี้สินทรัพย์ที่จะเติบโตได้ยากขึ้นและต้องพิสูจน์ยูทิลิตีที่ชัดเจน รวมถึงความมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน (Engagement)
นายภาณุวิชญ์ ระบุว่า ธีมเด่นในปี 2569 ประกอบด้วยสินทรัพย์จริงบนบล็อกเชน (Real World Assets) ซึ่งมองว่าเป็น “Sleeping Giant” เพราะสถาบันการเงินขนาดใหญ่เริ่มขยับอย่างเป็นระบบและใช้เวลาวางโครงการยาว โดยปัจจุบันมีพัฒนาการตั้งแต่โทเคนที่ผูกกับเงินดอลลาร์ไปจนถึงโทเคนที่อ้างอิงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงพันธบัตรระยะสั้น ทั้งยังคาดว่าเฟสถัดไปจะเป็นการโทเคนไนซ์หุ้น ซึ่งจะช่วยเชื่อมตลาดทุนดั้งเดิมกับตลาดคริปโต เพิ่มสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขาย โดยมองว่าประเด็นสำคัญที่จะตามมาคือกรอบกำกับดูแลที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อรองรับการเชื่อมต่อสินทรัพย์ข้ามระบบ
นอกจากนี้ยังมองธีมโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Physical Infrastructure) ว่าเป็นอีกแนวทางที่อาจกลับมาเด่น หากโครงการสามารถพิสูจน์ความเหมาะสมของสินค้าและตลาดกับโลกจริงได้ พร้อมยกตัวอย่างพัฒนาการของสถาบันการเงินระดับโลกที่เริ่มนำสินทรัพย์ดั้งเดิมเข้ามาอยู่บนบล็อกเชนมากขึ้น สะท้อนแนวโน้มการผสานตลาดการเงินกับเทคโนโลยีบล็อกเชนในเชิงปฏิบัติ
ขณะเดียวกันนายภาณุวิชญ์ชี้ว่า “สเตเบิลคอยน์” มีแนวโน้มขยายบทบาทในระบบการชำระเงินระหว่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากการโอนสามารถทำได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่าโครงสร้างเดิมอย่างการโอนผ่านระบบธนาคารระหว่างประเทศ ส่วนอีกธีมที่น่าจับตาคือการมาของ “เอไอเอเจนต์” ในโลกคริปโต ซึ่งสามารถเชื่อมกับกระเป๋าเงินดิจิทัลและทำหน้าที่บริหารจัดสรรเงินไปยังแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อเพิ่มผลตอบแทน รวมถึงการสื่อสารแบบเอเจนต์ต่อเอเจนต์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อีกประเด็นที่มองว่าอาจเป็นตัวเร่งให้คริปโตเข้าถึงผู้ใช้วงกว้างมากขึ้น คือการเกิดขึ้นของ “โซเชียลไฟแนนซ์” ซึ่งพยายามลดอุปสรรคการใช้งานคริปโตด้วยรูปแบบแอปพลิเคชันโซเชียลที่มีกระเป๋าเงินดิจิทัลในตัว ผู้ใช้งานสามารถโพสต์คอนเทนต์และให้คุณค่ากับครีเอเตอร์ผ่านกลไกการ “มินต์” หรือสนับสนุนโดยตรง ทำให้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและความสร้างสรรค์มีโอกาสสร้างมูลค่าได้มากขึ้น พร้อมกันนี้ยังรวมถึงธีม “Prediction Market” ที่เปิดให้ผู้ใช้นำมุมมองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ มาแปลงเป็นกิจกรรมทางการเงิน ซึ่งสะท้อนการผสานแนวคิดการลงทุนกับพฤติกรรมผู้ใช้งานในรูปแบบใหม่
นายภาณุวิชญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงสร้างผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนไปจากรายย่อยสู่สถาบัน ทำให้ตลาดอาจเคลื่อนไหวด้วยจังหวะที่ต่างจากเดิมและต้องใช้เวลาในการปรับตัว ขณะเดียวกันเทคโนโลยีพื้นฐานมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งปัญหาค่าธรรมเนียมและคอขวดเครือข่ายที่ทยอยได้รับการแก้ไข ส่งผลให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบนเว็บสามเกิดได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสเห็นแอปแบบ “ทำได้ครบในแอปเดียว” ตั้งแต่การสื่อสาร การทำธุรกรรม ไปจนถึงการสร้างรายได้ของครีเอเตอร์ ซึ่งหากโครงการใดทำได้จริงอาจกลายเป็นผู้ชนะของรอบการเติบโตถัดไปในปี 2569

