
TOP รีไฟแนนซ์ใหญ่.!
หลังจากช่วงปลายไตรมาส 3/2568 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ประสบความสำเร็จในการ “ซื้อคืนและยกเลิกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ” มูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท
หลังจากช่วงปลายไตรมาส 3/2568 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ประสบความสำเร็จในการ “ซื้อคืนและยกเลิกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ” มูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท ตามมาด้วยการทำ Asset Monetization หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแอสเซทที่มีอยู่ จนได้รับเงินสดก้อนใหญ่กว่า 18,000 ล้านบาท มาเติมเต็มสภาพคล่องและลดหนี้สิน..!!
แต่ไม่จบแค่นี้ ล่าสุดมีปรากฏการณ์ “รีไฟแนนซ์ใหญ่” เกิดขึ้น เมื่อ TOP ประกาศ “ตั้งโต๊ะรับซื้อคืนหุ้นกู้ 5 ชุด” มูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านบาท ได้แก่ 1) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.500% ต่อปี ครบกำหนดชำระในปี 2573 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 และมีบริษัทฯ เป็นผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ทั้งจำนวน
2) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.875% ต่อปี ครบกำหนดชำระในปี 2586 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2561 และมีบริษัทฯ เป็นผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ทั้งจำนวน
3) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.375% ต่อปี ครบกำหนดชำระในปี 2591 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 และมีบริษัทฯ เป็นผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ทั้งจำนวน
4) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.500% ต่อปี ครบกำหนดชำระในปี 2592 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 และมีบริษัทฯ เป็นผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ทั้งจำนวน
และ 5) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.750% ต่อปี ครบกำหนดชำระในปี 2593 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 และมีบริษัทฯ เป็นผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ทั้งจำนวน
โดยกำหนดระยะเวลาตั้งโต๊ะซื้อคืนหุ้นกู้ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 นี้
จุดที่น่าสนใจ เบื้องต้นหาก TOP ซื้อคืนหุ้นกู้ได้ทั้งหมด อันดับแรก จะประหยัดดอกเบี้ยจ่ายทันที และทำให้ D/E ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ก็จะมีการบุ๊กกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้เข้ามาก้อนหนึ่ง ส่วนจะเป็นเท่าไหร่…อันนี้ไม่รู้..??
แต่ที่รู้บริษัทลูกพี่ลูกน้องอย่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTG เคยใช้ท่าไม้ตายนี้มาแล้ว และทำให้งบในไตรมาส 2/2567 ปังปุริเย่มาแล้วจากการบุ๊กกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้นะสิ…
กลับมาที่ TOP ถามว่าจะบุ๊กกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้เข้ามาในไตรมาสไหน..??
ถ้าดูจากไทม์ไลน์การตั้งโต๊ะ ก็น่าจะเป็นไตรมาส 1/2569 นี้ หรืออย่างช้าก็ไตรมาส 2/2569 ละมั้ง..?? ซึ่งเป็นช็อตที่ต้องติดตามกันต่อไป…
ขณะที่ระยะถัดไป เมื่อต้นทุนทางการเงินลดลง หรือ D/E ปรับลดลง เครดิตของ TOP ก็จะดีขึ้น จากการที่บริษัทจัดอันดับเครดิตมีโอกาสอัพเครดิตขึ้น…เมื่อเครดิตดีขึ้น การจะไปกู้เงินแบงก์ ออกหุ้นกู้ใหม่ หรือระดมทุนในรูปแบบอื่น ๆ อัตราดอกเบี้ยก็จะลดลงไปด้วย
ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่า TOP มีภารกิจใหญ่กับการปลุกปั้นโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มราว 63,028 ล้านบาท หากต้องไปกู้เงินแบงก์ ก็จะกู้ได้ง่ายขึ้น ดอกเบี้ยจะถูกลง หรือหากจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ยก็ถูกอีกเช่นกัน
สรุปง่าย ๆ สั้น ๆ การรีไฟแนนซ์ใหญ่ครั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของ TOP ลดลงนั่นเอง…
ก่อนหน้านี้ที่นักลงทุนกังวลเรื่องหนี้ก้อนใหญ่ที่ค้างเติ่งของ TOP อย่างโครงการ CFP จะได้คลายตัวลงไปได้บ้าง แถมช่วงนี้ยังมีปัจจัยบวกจากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางปรับลดลง เป็นอีกสองแรงหนุนหุ้น TOP…
มิน่าละ…วันก่อน (6 ม.ค. 2569) เลยเห็นนักลงทุนเข้าไปเก็งกำไรในหุ้น TOP กันสนุ๊กสนุก โดยระหว่างวันราคาขึ้นไปแตะสูงสุดที่ 39.50 บาท และต่ำสุดที่ 37.75 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ 39.25 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 5.37% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นกว่า 1,303.03 ล้านบาท
ส่วนวานนี้ (7 ม.ค. 2569) ราคาทรง ๆ ทรุด ๆ ปิดตลาดที่ 39.25บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 654.92 ล้านบาท
ในขณะที่ TOP เป็นหนึ่งในหุ้นโรงกลั่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้มีไว้ในพอร์ต อย่างน้อย ๆ ก็นอนกินเงินปันผล ยีลด์ 4-5% อ๊ะนะ…
เอาเป็นว่าใครใคร่ซื้อ…ก็ซื้อ ส่วนใครใคร่ขาย…ก็ขาย
เลือกที่สบายใจละกัน…
…อิ อิ อิ…