
PEER รีดกระแสเงินสด.!
เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีดราม่ามาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ OTO มาสู่บริษัท เพียร์ ฟอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ PEER ในปัจจุบัน
เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีดราม่ามาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ OTO มาสู่บริษัท เพียร์ ฟอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ PEER ในปัจจุบัน เนื่องจากถูกนำไปเชื่อมโยงปั่นราคาอยู่เป็นระยะ ๆ กระทั่งล่าสุดช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เพิ่งถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษบุคคล 18 ราย ที่ร่วมกันปั่นหุ้น OTO ไปหยก ๆ…
โอเค…ในเกมหุ้นก็ว่ากันไป แต่ในเกมธุรกิจตั้งแต่ OTO มาสู่ PEER ก็ยังเลือน ๆ ลาง ๆ…ไม่มีความชัดเจนเอาซะเลย
ทำให้ประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง อย่างปี 2565 มีรายได้รวม 634.89 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 116.22 ล้านบาท ปี 2566 มีรายได้รวม 591.47 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 442.13 ล้านบาท ปี 2567 มีรายได้รวม 475.17 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 164.28 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนของปี 2568 มีรายได้รวม 371.76 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 322.93 ล้านบาท
ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 มีตัวเลขขาดทุนสะสมยังไม่ได้จัดสรรสูงกว่า 1,035.21 ล้านบาท ซึ่งนำมาสู่ปัญหาสภาพคล่อง โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ในกระเป๋าแค่ 25.79 ล้านบาทเท่านั้น และอาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขให้ PEER ต้องเปิดปฏิบัติการรีดกระแสเงินสดด้วยการโละขายสินทรัพย์..!!
เลยเป็นที่มาของการขายหุ้นทั้งหมดที่ถือในบริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด (NESTIFLY) สัดส่วน 99.9998% ให้กับบริษัท เทคลีด เอ็กซ์ โฮลดิ้ง จำกัด (Techlead X) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ TL คิดเป็นมูลค่า 113.50 ล้านบาท
งั้นไปดูหัวนอนปลายเท้าของ NESTIFLY กันหน่อยดีกว่าว่า บริษัทนี้ทำมาหากินอะไร..??
NESTIFLY เป็นบริษัทที่จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2561 มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล (Peer-to-Peer Lending Platform) รายแรกของประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้รับใบอนุญาตและดำเนินงานตั้งแต่ปี 2565 ภายใต้ชื่อ “StockLend by Nestifly”
โดย NESTIFLY จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสนับสนุนการก่อให้เกิดการกู้ยืมระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยจับคู่ระหว่างผู้ที่ต้องการกู้เงินและผู้ที่ต้องการให้กู้ รวมถึงอำนวยความสะดวกในการทำสัญญาสินเชื่อ การนำส่งและจ่ายคืนเงินกู้ และการติดตามหนี้ โดยผู้ขอสินเชื่อสามารถนำหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อให้แก่นักลงทุน และนักลงทุนที่ประสงค์ในการให้กู้ยืมเงินสามารถใช้ช่องทางผ่านแอปพลิเคชัน StockLend by Nestifly ในการลงทุนได้
ขณะที่ผลการดำเนินงานต้องบอกว่ายังสะกดกำไรไม่เป็น…เริ่มจากในปี 2561 มีรายได้รวม 1,054.70 บาท ขาดทุน 574,949.15 บาท ปี 2562 มีรายได้รวม 20,065.99 บาท ขาดทุน 3.35 ล้านบาท ปี 2563 มีรายได้รวม 18,403.23 บาท ขาดทุน 3.13 ล้านบาท ปี 2564 มีรายได้รวม 235,394.56 บาท ขาดทุน 4.75 ล้านบาท
ปี 2565 มีรายได้รวม 112,031.90 บาท ขาดทุน 9.16 ล้านบาท ปี 2566 มีรายได้รวม 1.55 ล้านบาท ขาดทุน 31.89 ล้านบาท และปี 2567 มีรายได้รวม 1.44 ล้านบาท ขาดทุน 31.63 ล้านบาท
เมื่องบไม่ปัง PEER เลยต้องขาย NESTIFLY ออกไป..!! อันนี้เข้าใจได้
เพราะนอกจากจะได้กระแสเงินสด 113.50 ล้านบาท มาช่วยต่อลมหายใจอีกเฮือกแล้ว ขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจาก NESTIFLY อีกต่อไป…
เป็นการปลดเปลื้องพันธนาการออกไปด้วยในคราวเดียวกันว่างั้น..!!
ถามว่าเมื่อขาย NESTIFLY ไปแล้ว มีโอกาสจะเห็น PEER ลืมตาอ้าปากได้ป๊ะเนี่ย..?? อันนี้ตอบยาก
แต่ถ้าสถานการณ์ยังลูกผีลูกคนอยู่อย่างนี้ ดูแววแล้วมีโอกาสที่ PEER ต้องโละขายสินทรัพย์ออกมาอีกแหง ๆ…หรือไม่แน่อาจต้องเพิ่มทุนอีกรอบก็ได้…ใครจะไปรู้
คงต้องไปกระชิบถามบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AQUA ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PEER แล้วล่ะ…
ส่วนนักลงทุนก็ลองไปตีลังกาไตร่ตรองกันดูละกันว่าควรถือหุ้นตัวนี้ต่อหรือพอแค่นี้..!?
…อิ อิ อิ…