“ดาโอ” ชี้ OSP กำไรปี 68 โตเท่าตัว แตะ 3.8 พันล้านบาท เคาะเป้า 20 บ.

บล.ดาโอ ประเมิน OSP กำไรปี 2568 โตเท่าตัวแตะ 3,790 ล้านบาท โดยไตรมาส 4/2568 เติบโตทั้งจากช่วงปีก่อน และจากไตรมาสก่อน แม้รายได้เมียนมา 20% ของรวม ย้ำสินค้าจำหน่ายในเมืองใหญ่ไม่กระทบ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้า 20 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์กรณี บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ว่าการประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเลจากเมียนมาไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท หลังจากเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 พลเอก เนอร์ดาห์ เมีย (Nerdah Mya) บุตรชายของอดีตผู้นำชาวกะเหรี่ยง โบ เมียะ (Bo Mya) ได้ประกาศจัดตั้งรัฐใหม่ในนาม สาธารณรัฐกอทูเล (Republic of Kawthoolei) และประกาศแยกเอกราชออกจากเมียนมาอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดตั้งรัฐบาลครบชุด โดยสาธารณรัฐกอทูเลตั้งอยู่ใกล้กับจังหวัดแม่สอดของประเทศไทย

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นกลางต่อประเด็นดังกล่าว แม้ OSP จะมีรายได้จากเมียนมาประมาณ 20% ของรายได้รวม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ได้สอบถามข้อมูลจากบริษัท ซึ่งระบุว่าสินค้าของ OSP จำหน่ายในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก จึงไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นอกจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรปกติไตรมาส 4/2568 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาสก่อนหน้า โดยการเติบโตเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวดีขึ้น และสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายที่ลดลง ขณะที่การเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ได้รับแรงหนุนจากรายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ขยายตัว

ขณะเดียวกัน คาดว่ารายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศ (domestic beverage) จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และรายได้จากเมียนมาจะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา จากการเพิ่มจำนวนสินค้า (SKUs) และการดำเนินกลยุทธ์ cross-selling ของ OSP ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ (productivity) ของทีมขาย

จากปัจจัยดังกล่าว ฝ่ายนักวิเคราะห์คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 3,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และกำไรปกติที่ 3,495 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปี 2569 คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ 3,822 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 20.00 บาท อิงค่า Core PER ปี 2569 ที่ 16 เท่า โดยมองว่าระดับมูลค่าหุ้น (valuation) ยังมีความน่าสนใจ และยังไม่สะท้อนการเติบโตของกำไรในปี 2568 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปี 2569 ที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่

Back to top button