
เจอ เจ็บ จุก
เสียงสะท้อนที่ยังมีออกมาเป็นระยะกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจไทยไม่รู้จะไปทางไหน? เพราะสภาพการณ์ในด้านต่าง ๆ ไม่เอื้อให้สำหรับการลงทุนใหม่ ๆ
เสียงสะท้อนที่ยังมีออกมาเป็นระยะกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจไทยไม่รู้จะไปทางไหน? เพราะสภาพการณ์ในด้านต่าง ๆ ไม่เอื้อให้สำหรับการลงทุนใหม่ ๆ จึงทำให้ประเทศไทยติดกับดักการลงทุนเป็นเวลาหลายปี ซึ่งทำให้สภาพของประเทศไทยเหมือนซอมบี้เข้าไปทุกที เพราะโอกาสที่บริษัทห้างร้านจะเติบโตแทบมองไม่เห็น ผลสุดท้ายที่ออกมาเลยกลายเป็นว่า “ทรงกับทรุด” ไงล่ะคะ
ที่สำคัญคือ การเติบโตที่วัดออกมาเป็นตัวเลขจีดีพีกลายเป็นของแสลงสำหรับตลาดหุ้นไทยไปเสียแล้ว เพราะตัวเลขบ้านเราเมื่อเทียบกับคนอื่นสู้ไม่ได้เลย และเหตุการณ์แบบนี้ก็ยังดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ “โมนิก้า” ถึงไม่อยากหวังอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะเมื่อเหลือบดูเรื่องการเมืองที่ยังสาดโคลนกันไปมาก็รู้ได้ทันทีว่า อนาคตของประเทศไทยยังมืดมนเหมือนเดิมนะจะบอกให้
ฉะนั้นการที่ดัชนีแกว่งตัวไปมาในกรอบ 1,250-1,300 จุดเป็นเวลานานหลายเดือน น่าจะเป็นสัญญาณที่บอกให้นักเล่นได้รู้ว่า หุ้นไทยมาได้แค่นี้จริง ๆ หลังปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การยืนปิดที่ระดับ 1,254.09 จุด บวกไป 0.49 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.26 หมื่นล้านบาท มีความเสี่ยงที่จะหลุดกรอบแนวรับด้านล่างสูงเหลือเกิน เพราะมันไม่มีอะไรมาโชว์จริง ๆ พะยะค่ะ
คิดดูแล้วกัน! BTS ซึ่งเคยได้ชื่อเป็นหุ้นที่น่าเล่นในช่วงครึ่งหลังปี 67 แต่สุดท้ายก็ปรับตัวขึ้นไปไม่ได้ไกล และร่วงลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 68 จนล่าสุดลงมากองอยู่ที่ระดับ 2.18 บาท ลบไป 0.08 บาท หรือลงไป 3.55% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 120 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสัมปทาน และผลการดำเนินงานที่ขาดทุน ราคาหุ้นก็เลยทำโลว์ในรอบหลายปีให้เห็นเจ้าค่ะ
ขนาดหุ้นค้าส่งค้าปลีกตัวพ่ออย่าง CPAXT ยังโดนถล่มขายแบบไม่ดูดำดูดี ทั้งที่ผลงานก็ไม่ได้แย่เหมือนที่กังวลกัน แถมนักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ระดับ 22 บาทกันทั้งนั้น “โมนิก้า” เลยคิดว่า การยืนปิดที่ระดับ 14.80 บาท ลบไป 0.70 บาท หรือลงไป 4.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 463 ล้านบาท อาจเป็นการปรับตัวลงมากเกิน แต่ถ้ามองถึงเรื่องเงินในระบบรากหญ้าฝืดเหลือเกิน ก็น่าเป็นห่วงเจ้าค่ะ
เช่นเดียวกับในรายของ BCH ก็อยู่ในลักษณะโดนทิ้งหนักแบบไม่ใยดีเช่นกัน ทั้งที่การยืนปิดที่ระดับ 9.90 บาท ลบไป 0.40 บาท หรือลงไป 3.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 283 ล้านบาท เป็นราคาที่ถูกแสนถูกเมื่อดูจากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์ให้ไว้แถว 14 บาท ซึ่งทำให้อีฉันสงสัยเหลือเกินว่า เกิดอะไรขึ้นกับการลงทุนในวันนี้ หรือนักลงทุนสถาบันไม่อยากถือหุ้นหมอเหลิมแล้วจ๊ะ
อีกรายที่ออกแนวเสียทรงนานเหลือเกิน เพราะราคาหุ้นไหลลงมาเรื่อย ๆ เป็นเวลา 3 เดือน อีฉันคงมองไปที่หุ้น TIDLOR เพื่อชี้ให้เห็นเรื่องผลกระทบที่เกิดจากความกังวลหนี้เสีย ซึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้คนถดถอย จนทำให้เงินในกระเป๋าผู้คนแฟบลงแบบนี้ ก็เดาได้เลยว่า การยืนปิดที่ระดับ 16.10 บาท ลบไป 0.20 บาท หรือลงไป 1.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 175 ล้านบาท ไม่ใช่จุดต่ำสุดอย่างแน่นอนค่ะ
ปิดท้ายกันที่หุ้นเครื่องซักผ้าอัตโนมัติอย่าง WASH กันสักนิดหนึ่ง หลังพวกนกกระจิบนกกระจาบถามไถ่มาเยอะเหลือเกินว่า ต่อจากนี้ราคาหุ้นจะเป็นเช่นไร? อีฉันเลยขอตอบว่า สภาพตลาดหุ้นแบบนี้..หุ้นจะขึ้นไหวเหรอ? แถมในมุมของความสามารถในการทำกำไร ก็ยังไม่มีอะไรแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงไม่ต้องแปลกใจที่ราคาหุ้นยังยืนหงอยอยู่ที่ 4.24 บาท และยืนต่ำกว่าไอพีโอ 7.50 บาทอีกนานนะตัวเอง
โมนิก้าและทีมงาน