
“บลูมเบิร์ก” เปิดวิสัยทัศน์ “ยศชนัน” ชูอุตสาหกรรมสุขภาพ-ไฮเทค ฟื้นเศรษฐกิจไทยโต 5%
บลูมเบิร์กเผยบทสัมภาษณ์ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ชูอุตสาหกรรมสุขภาพ–ไฮเทคเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 5% พร้อมเร่งแก้หนี้ครัวเรือนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
ผู้สื่อขาสวรายงานว่า วันนี้ (11 ม.ค.69) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รานงานบทสัมภาษณ์นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ที่ต้องใช้พลังทางการเมืองของครอบครัว ควบคู่กับการแสดงวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
นายยศชนัน เชื่อว่า จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตเฉลี่ยได้ปีละ 5% ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย และยังมีมาตรการเร่งด่วนอื่น ๆ ทั้งการอุดหนุนเงินให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเหลี่ยมล้ำ
โดยบลูมเบิร์ก มองว่า นายยศชนัน กำลังเผชิญโจทย์ที่ละเอียดอ่อนในการลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องใช้พลังทางการเมืองของครอบครัว เพื่อรักษาฐานเสียงของพรรค ที่เคยชนะการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง และต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ตนเองมีแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กว่า ประเทศไทยมีนักวิจัยจำนวนมาก ประเทศไทยมีโอกาสมหาศาล แค่ลงทุนเพิ่มในโครงสร้างพื้นฐานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างอุตสาหกรรมบริการรักษามะเร็งขึ้นมาใหม่ได้ เพราะเชื่อว่า “อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส” มีศักยภาพที่จะเติบโตแซงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย และประเทศไทยยังสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และโดยเฉพาะสำหรับ Medical AI ได้
ขณะเดียวกันบลูมเบิร์ก มองว่า ในฐานะบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายยศชนัน ก้าวขึ้นมาเป็น “หน้าใหม่” ของพรรคเพื่อไทยอย่างไม่คาดคิด และกลายเป็นหนึ่งในตัวเต็งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกวางตัวเป็นการรีเซ็ตยุทธศาสตร์ของขั้วชินวัตร หลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้องของนายยศชนัน เขาถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นจากตำแหน่ง
อีกทั้ง นายยศชนัน ยังถูกมองว่าเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายประชานิยมแบบเดิมกับอนาคตเศรษฐกิจแบบไฮเทค ที่สามารถดึงทั้งฐานเสียงชนบทภาคเหนือและอีสาน และกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ต้องการการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า แต่นายยศชนัน ยังจะต้องพิสูจน์ภาพลักษณ์ว่า เป็น “ตัวแทน” ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพิสูจน์การแก้ปัญหาระหว่างขั้วอำนาจเก่า และขั้วอำนาจใหม่
นายยศชนัน ยังมั่นใจว่า ใน 4 ปี จะสามารถทำให้ประเทศทัน ไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่กำลังเติบโตเร็วกว่าประเทศไทยเป็นเท่าตัวหรือมากกว่า แต่ต้องแก้ปัญหาโครงสร้างร้ายแรงให้ได้ ทั้งหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนรวยกับคนจน โดยนายยศชนัน ได้มีแผนเร่งด่วนในการแก้ปัญหา ทั้งการอุดหนุนรายได้ประชาชนที่ยากจนกว่าเส้นความยากจน ให้มีรายได้ได้ถึง 36,000 บาท/ปี, การแก้หนี้เชิงรุก, การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรผลผลิต 30% ซึ่งสะท้อนความสำคัญของฐานเสียงชนบทที่เป็นรากฐานความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ส่วนนโยบายในกรุงเทพฯ ได้ประกาศลดค่าเดินทาง เพื่อช่วยประชาชนเมืองที่กำลังแบกรับค่าครองชีพสูง
โดยนายยศชนัน มั่นใจว่า จากประสบการณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักวิจัยจะช่วยให้ตนเองเข้าใจว่า “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” คืออนาคตของประเทศไทย และแม้นายยศชนัน จะยืนยันว่า ตนเองเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยอมรับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เป็นแต้มต่อในการใช้คนมีประสบการณ์ เสมือนการยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ ซึ่งเป็นทีมรุ่นเก๋า สามารถช่วยต่อยอดความสำเร็จของประเทศได้ พร้อมมั่นใจว่า หากตนลงมือทำให้มากพอ ประชาชนก็จะลืมนามสกุลของตนเอง
อย่างไรก็ดี บลูมเบิร์ก ยังกล่าวถึงการปราศรัยที่จังหวัดเชียงใหม่ของนายยศชนัน ที่ได้ขอแรงผู้สนับสนุนนายทักษิณให้ลงคะแนนให้ ซึ่งมีแม่ค้าขายในเชียงใหม่ วัย 67 ปี ยืนยันว่า สนับสนุนนายยศชนัน ไม่ใช่เพราะนามสกุล แต่เพราะหวังว่าจะแก้เศรษฐกิจได้
แม้นายยศชนัน จะมีคู่แข่งเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย แต่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ได้สะท้อนความนิยมอยากรวดเร็วหลังการเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งสวนดุสิตโพลนายยศชนัน ได้รับความนิยมถึง 22% เป็นอันดับ 2 สอง, โพลมติชน–เดลินิวส์ ได้เป็นอันดับหนึ่งถึง 39.2%
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก ยังมองว่า แม้พรรคเพื่อไทย จะแพ้พรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งปี 2566 และหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าจะได้อันดับ 2 หรือ 3 ในครั้งนี้ แต่นายยศชนัน ก็พร้อมร่วมรัฐบาลผสมกับทุกพรรคที่รัฐมนตรีต้องไม่มีคดีทุจริต และใน 100 วันแรก นายยศชนัน พร้อมจะเน้นฟื้นความเชื่อมั่นเพื่อดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศด้วยการขายจุดแข็งจากจุดที่ตั้งของประเทศไทย ห่วงโซ่อุปทานของไทย และความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติได้

