MEDEZE ย้ำรายได้ปีนี้แตะ 1 พันล้าน ลุยขยายตลาด “มองโกเลีย” รับดีมานด์เพิ่ม-กำลังซื้อสูง

MEDEZE มั่นใจแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าตามเป้า ตั้งรายได้ 1,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายตลาด “มองโกเลีย” หลังมองเห็นกำลังซื้อสูง คาดว่าจะหนุนการเติบโตระยะยาว หนุนปี 2571 ผลงานเติบโต 2 เท่าตัว


นายวีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานกรรมการ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีที่ผ่านมายังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จะมีการชะลอตัวลง จากทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ การชะลอตัวของตลาดกัมพูชา รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ

ขณะที่ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ที่ระดับ 1 พันล้านบาท โดยปีนี้จะเป็นปีแห่งการปฏิบัติงานอย่างเต็มรูปแบบ และเชื่อมั่นว่าสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายดังกล่าว ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจะเป็นปีที่เริ่มเห็นผลผลิตทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ และในปี 2571 บริษัทคาดว่ารายได้และกำไรจะเติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว

นอกจากนี้ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวมาจากความเข้าใจและการยอมรับของภาคเอกชนและลูกค้าในสังคมที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการจัดเก็บและการใช้สเต็มเซลล์ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในเชิงนโยบาย ซึ่งในด้านกฎระเบียบและกฎหมาย นายวีรพล ระบุว่า ไม่มีอุปสรรคสำคัญ และถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างมาก

สำหรับความคืบหน้าโครงการ ATMP และศูนย์ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างสรุปด้านจริยธรรม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ และได้ยื่นเอกสารให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบแล้ว พร้อมกันนี้ บริษัทได้เตรียมความพร้อมของศูนย์บางรักและภูเก็ต โดยมีการร่วมมือกับหน่วยงานด้านการวิจัยทางคลินิกที่มีมาตรฐานสูง เพื่อเข้ามาช่วยวางระบบ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2–3 เดือน และบริษัทคาดว่าจะสามารถประกาศข่าวการอนุมัติแซนด์บ็อกซ์และเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ตามแผนการทดลองในระยะแรก ซึ่งจะเริ่มจาก 2 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ โรคข้อเสื่อม และภาวะผิวเสื่อม

นายวีรพล ยอมรับว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกของประเทศ จึงอาจมีอุปสรรคในบางขั้นตอน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามผลักดันให้เป็นไปตามมาตรฐานและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ บริษัทมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศมองโกเลีย ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยมีประชากรราว 4 ล้านคน และมีกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีแผนเปิดห้องปฏิบัติการภายในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูก เพื่อรองรับงานวิจัยและการรักษาโรคข้อเสื่อม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการลงทุน เนื่องจากไม่ต้องก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ และเริ่มให้บริการได้ในปีถัดไป

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับธุรกิจสเต็มเซลล์ ครอบคลุมทั้งสเต็มเซลล์จากไขมัน เนื้อเยื่อ และสายสะดือ ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น แม้ในกรณีที่รายได้ยังไม่เติบโตตามเป้าหมาย โดยคาดว่าภาระภาษีจะลดลงราว 10% จากเดิมที่อยู่ในช่วงประมาณ 12–15% อีกทั้งเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นจะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% โดยอัตโนมัติ เป็นระยะเวลานานถึง 8 ปี

นายวีรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ บริษัทจำเป็นต้องมุ่งเน้นการทำงานอย่างรอบคอบ ควบคุมต้นทุน และใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับผลประกอบการในระยะยาว

Back to top button