CGSI ชี้ค้าปลีกเดือน ธ.ค.68 อ่อนตัว! “MOSHI–MRDIYT” เด่นสวนกระแสตลาดชะลอ

บล.ซีจีเอสไอ ชี้ SSSG กลุ่มค้าปลีกเดือน ธ.ค.68 ยังอ่อนแอจากการบริโภคชะลอตัว ขณะที่ MOSHI และ MRDIYT ยังเป็นตัวเลือกเด่นจากโมเดลธุรกิจที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคน่าจะยังคงอ่อนตัวในเดือน ธ.ค.68 และอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯให้คำแนะนำน่าจะยังอยู่ในแดนลบ

ขณะที่ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่โดดเด่น โดยจากประมาณการคาดว่าจะรายงาน SSSG ที่ราว +7-8% ในเดือน ธ.ค.68 เร่งตัวขึ้นจาก +2% ในเดือน พ.ย. มองว่าการเร่งตัวดังกล่าว สะท้อนถึงการหมดไปของฐานสูงในช่วง ต.ค. ถึงต้น พ.ย.67 ที่กดดันการเติบโตชั่วคราว ที่สำคัญเชื่อว่าผลประกอบการในเดือน ธ.ค. ของ MOSHI น่าจะบ่งชี้ถึงโมเมนตัมที่ดีขึ้นด้วย SSSG ในไตรมาส 4/68 ที่น่าจะบวก 0-1% จะยิ่งตอกย้ำตำแหน่งของ MOSHI ในฐานะหุ้นเติบโตท่ามกลางการบริโภคที่อ่อนแอ

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มองว่า SSSG ของกลุ่ม home improvement ในเดือน ธ.ค.68 มีความผันผวนแบบผสมผสาน ผู้ค้าปลีกสินค้า Home improvement แต่ละรายน่าจะมี SSSG แตกต่างกัน โดยได้รับแรงกดดันหลักจากปัจจัยภายนอกมากกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์พื้นฐาน ทั้งนี้ SSSG ของ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME มีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อเนื่องเป็น -13% ในเดือน ธ.ค. จากผลกระทบของความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งรบกวนการดำเนินงานของสาขาหลายแห่ง รวมถึงสาขา flagship ที่จังหวัดอุบลราชธานี

ขณะที่ MegaHome ของ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากน้ำท่วมในภาคใต้ โดยมีสาขาที่หาดใหญ่ 1 แห่งต้องปิดให้บริการตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.68 ส่งผลให้ SSSG น่าจะลดลงอยู่ที่ราว -7% ถึง -8% ในทางตรงกันข้าม HomePro ของ HMPRO และ Thai Watsadu ของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้รับอานิสงส์จากความ ต้องการซ่อมแซมและทดแทนสินค้าหลังเหตุอุทกภัย ซึ่งน่าจะช่วยให้ SSSG ในเดือนธ.ค.ติดลบน้อยลง

ส่วน บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL แม้จะได้รับแรงหนุนบางส่วนจากแรงซื้อหลังน้ำท่วมในภาคใต้เช่นกัน แต่ถูกหักล้างด้วยยอดขายที่อ่อนตัวลงของสาขาในพื้นที่ใกล้ชายแดน ส่งผลให้SSSG ในเดือน ธ.ค. ยังคงอยู่ที่ราว -5% ใกล้เคียงกับเดือนพฤศจิกายน

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า ผู้ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคจะยังคงมี SSSG ติดลบเป็นเลขหลักเดียวตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงปานกลางในเดือน ธ.ค. 68 โดย BigC ของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC น่าจะ underperform ด้วย SSSG ที่ประมาณ -5% ซึ่งเป็นผลมาจากฐานที่สูงในปีที่แล้วจากผลประกอบการที่ดีของสาขาในแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งผลกระทบจากการปิดสาขาชั่วคราวบริเวณใกล้ชายแดนจากความขัดแย้ง

ส่วนร้าน 7-Eleven ของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL น่าจะมี SSSG ติดลบน้อยลง mom เนื่องจากเชื่อว่าผลกระทบจากโครงการคนละครึ่งของรัฐ ที่ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าในร้านโชห่วย แทน ค่อยๆลดลง ขณะที่ Tops ของ CRC น่าจะเป็นรูปแบบร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ดีที่สุด จึงน่าจะมี SSSG อยู่ที่ประมาณ -2% จากฐานลูกค้าที่มั่นคงกว่าและยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ น้อยกว่า

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ CGSI คาดการณ์ว่า SSSG จะยังอ่อนตัวในไตรมาส 1/69 โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากโครงการ e-receipt อย่าง HMPRO และ CRC ซึ่งฐานยอดขายน่าจะไม่ช่วยหนุนการเติบโตอีกต่อไป นอกจากนี้คาดว่า SSSG ของกลุ่ม Home improvement จะยังอยู่ในแดนลบ เพราะมีปัจจัยลบจากรายได้ครัวเรือนที่เติบโตต่ำ, เกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดและเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัว

ขณะเดียวกันผู้ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูง โดยเฉพาะ 7-Eleven ของ CPALL และ BigC ของ BJC น่าจะมี SSSG ติดลบไปจนถึงปลายไตรมาส 1/69 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของสถิตินักท่องเที่ยวที่น่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ยอมรับว่า การประเมินมูลค่าของกลุ่มค้าปลีกใกล้จะแตะสถิติต่ำสุดในอดีตแล้ว แต่อาจยังไม่พอกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในระยะสั้น ทั้งนี้มองว่าช่วงที่โมเมนตัมของ SSSG ยังคงเป็นเชิงลบและแนวโน้มทำกำไรยังไม่ชัดเจน แรงหนุนจากการประเมินมูลค่าอย่างเดียวอาจไม่พอทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสามเดือนข้างหน้า จึงแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มค้าปลีก และยังเลือก MOSHI และ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT เป็นหุ้น Top pick

โดยมองว่าทั้งสองบริษัทน่าจะทำกำไรแข็งแกร่ง, มีปัจจัยหนุนการเติบโตที่ชัดเจน และทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มค้าปลีกจะมี upside risk หากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาดและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น ส่วน downside risk จะมาจากการบริโภคที่อ่อนตัว

Back to top button