
กกร. ผวาบาทแข็งผิดปกติ 8% เตรียมหารือ ธปท. หวั่นกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว
กกร. นัดถก ธปท. รับมือค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ หลังแข็งค่ากว่า 8% ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแรง ชี้แรงกดดันจากทองคำและ USDT
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ม.ค.69) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมนัดหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหาแนวทางรับมือกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 8% ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยคาดว่าในปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อาจต่ำกว่า 1.6% ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในภาวะเกินดุลการค้า ส่งผลให้ทิศทางค่าเงินบาทในปัจจุบันสะท้อนความผิดปกติของกลไกตลาด
นายเกรียงไกร ระบุว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาภาคการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของ GDP และภาคการท่องเที่ยวอีกราว 10% ของ GDP โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไปทำให้ภาคธุรกิจไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนและแข็งค่าผิดปกติ มาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัจจัยแรก การซื้อขายทองคำในปริมาณสูง โดยในปี 2566 มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ก่อนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2567 สูงกว่า 10 เท่า แตะระดับกว่า 1 แสนล้านบาท
ปัจจัยที่สอง การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท USDT ในระดับสูง โดยหลายประเทศกำหนดกรอบการซื้อขายไม่เกิน 10% ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึงราว 50% ของ GDP
ทั้งนี้ กกร. มีแผนเข้าหารือกับ ธปท. เพื่อพิจารณามาตรการกำกับดูแลและควบคุมปัจจัยดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองประเด็นเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าเงินบาท และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
โดยล่าสุดเมื่อเวลา 10.37 น. วันนี้ ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.318 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

