“ทิดคิม” เปิดใจก่อนพบอัยการ ยันบริสุทธิ์คดีหุ้น MORE ลั่น “ผมคือเหยื่อ ไม่ใช่คนโกง”

“ไฮโซคิม-เอกภัทร พรประภา” เปิดใจกับสื่อการเข้ามอบตัวกับอัยการคดีพิเศษ ยืนยันความบริสุทธิ์ในคดีหุ้น MORE ชี้เป็นถูกวางงานให้เป็น “เหยื่อ” และไม่เกี่ยวข้องการทุจริต เผยเจอผลกระทบหนักกว่า 3 ปี ขอความเป็นธรรมและโอกาสพิสูจน์ความจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


นายเอกภัทร พรประภา หรือที่รู้จักในสังคมว่า “ไฮโซคิม” เปิดใจผ่านรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ก่อนเดินทางเข้าพบพนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ในฐานะผู้ต้องหาคดีหุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE โดยยืนยันว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใด ๆ ที่เกี่ยวกับหุ้นดังกล่าว และย้ำว่าตนเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้กระทำผิด

นายเอกภัทร ยังกล่าวว่า ตนไม่ได้มีความรู้หรือความสามารถในการเล่นหุ้น และไม่เคยมีเจตนาทุจริตหรือโกงบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินใด ๆ แม้แต่ช่วงเวลาสั้นที่สุด เนื่องจากตนมีธุรกิจส่วนตัวที่มั่นคงและไม่จำเป็นต้องกระทำการดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่เคยคิดหลบหนี และใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมาตลอดตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน

สำหรับคดีดังกล่าวดำเนินมาเป็นเวลากว่า 3 ปี ส่วนตัวต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งด้านทรัพย์สิน สุขภาพจิต และอนาคตชีวิต โดยในช่วงเวลาดังกล่าวต้องใช้ชีวิตอยู่กับกระบวนการทางคดีอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนทนายความมาแล้วถึง 7 ชุด และประสบกับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงหลายครั้ง ขณะที่หลักฐานสำคัญที่ตนมี ยังไม่เคยได้รับโอกาสนำออกมาแสดงหรือชี้แจงต่อสาธารณชนหรือในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเต็มที่

นายเอกภัทร แสดงความกังวลว่า การถูกดำเนินคดีและอาจถูกคุมขังในช่วงเวลานี้ จะทำให้ตนไม่ได้รับโอกาสพิสูจน์ความจริงต่อสังคม พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยระบุว่า หากไม่ได้รับการประกันตัว ตนอาจต้องเข้าสู่เรือนจำ ทั้งที่ยังไม่เคยได้รับโอกาสแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

นอกจากนี้ยังขอความเมตตาจากสังคม และเรียกร้องให้ประชาชนพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน พร้อมขอความเป็นธรรมให้กับตนเอง และครอบครัว โดยเฉพาะมารดาและพี่ชาย ซึ่งตนไม่ต้องการให้ได้รับผลกระทบจากคดีดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ใด และไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม ขอเพียงให้ได้รับโอกาสต่อสู้คดีและพูดความจริงอย่างเปิดเผย

นายเอกภัทร ย้ำอีกครั้งว่า ตนเป็นผู้ถูกกระทำและตกเป็นเหยื่อของการจัดฉากให้เป็นผู้รับผิด ทั้งต้องสูญเสียเงิน สุขภาพจิต และเวลาในชีวิตไปกว่า 3 ปี โดยยังไม่เคยได้รับโอกาสพิสูจน์หลักฐานอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ตน มารดา และพี่ชาย จะต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการควบคุมตัวในวันนี้

อย่างไรก็ตามบทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่ศาลอาญา จะมีคำสั่งคุมขัง นายเอกภัทร พร้อมมารดา และพี่ชาย หลังมีรายงานว่า เจ้าตัวได้ลาสิขา จากการอุปสมบทที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะให้ทนายความประสานกับพนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 เพื่อเข้ามอบตัว และพนักงานอัยการ ได้นำตัวส่งฟ้องต่อศาล ก่อนที่เจ้าตัวจะให้ทนายความใช้หลักทรัพย์จำนวน 15 ล้านบาทเพื่อขอประกันตัวชั่วคราวในระหว่างการต่อสู้คดี แต่เนื่องจากพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายไม่มารายงานตัวกับพนักงานอัยการ ตามที่ได้กำหนดจนนำไปสู่การออกหมายจับ ทำให้ศาลเหตุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีเหตุอันเชื่อได้ว่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว

Back to top button