IND แย้มผลงานปี 68 ออลไทม์ไฮ ตุนแบ็กล็อก 2 พันลบ. รอรับรายได้ยาวปี 72

IND ส่งสัญญาณผลงานปี 2568 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังรายได้ 9 เดือนแรกแซงทั้งปี 2567 หนุนด้วยงานในมือกว่า 2,000 ล้านบาท รองรับการรับรู้รายได้ยาวถึงปี 2571–2572 ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% รอความชัดเจนนโยบายรัฐบาล พร้อมลุยงานโครงสร้างพื้นฐาน และต่อยอดสู่ธุรกิจสีเขียว เสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน


นางพรลภัส  ลำพูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 มีทิศทางเติบโตอย่างโดดเด่น หลังจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทมีรายได้รวม 847.89 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้รวมตลอดทั้งปี 2567 ที่อยู่ในระดับ 797.62 ล้านบาท

ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการรับรู้รายได้ของโครงการที่ทยอยเข้ามาเติมงานในมืออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสที่รายได้และกำไรในปี 2568 จะสร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ โดยบริษัทคาดว่าจะประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาและประกาศงบการเงินในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายรายได้ขยายตัวประมาณ 10% อย่างไรก็ดีหากสถานการณ์ทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนภายในช่วง 3 เดือนแรกของปี โอกาสที่ผลการดำเนินงานจะเติบโตสูงกว่ากรอบเป้าหมายดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้

สำหรับสถานะงานในมือ (Backlog) ณ ปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับการรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปี 2571–2572 โดยสัดส่วนรายได้หลักมากกว่า 60% มาจากงานควบคุมงานก่อสร้าง และยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการรถไฟฟ้าที่ทยอยเข้ามาเติมงานในมือและช่วยหนุนผลการดำเนินงานในปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากโครงการเดิมที่ได้ลงนามในสัญญาแล้วและรอรับรู้รายได้อีกประมาณ 600 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีความมั่นใจว่าระดับรายได้โดยรวมจะสามารถทรงตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

นางพรลภัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เนื่องจากรายได้ของบริษัทมากกว่า 80% มาจากโครงการของหน่วยงานภาครัฐ หากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพและนโยบายภาครัฐมีความต่อเนื่อง จะเอื้อให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่สามารถเดินหน้าได้ตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ดี เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการตัดโครงการที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงออกจากการประมาณการงบประมาณ อาทิ โครงการคลังน้ำมันและโครงการสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งยังมีประเด็นด้านการส่งมอบพื้นที่และการชะลอโครงการจากภาครัฐ เพื่อจำกัดความผันผวนของงบการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ยังรอความคืบหน้าโครงการขนาดใหญ่ บริษัทได้เพิ่มสัดส่วนการรับงานโครงการขนาดเล็กที่อยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินใจของผู้บริหารหน่วยงาน โดยมีมูลค่าโครงการราว 30–100 ล้านบาท เน้นงานศึกษาความเหมาะสมและงานทบทวนแบบ ซึ่งมีจำนวนออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ เพื่อช่วยประคองรายได้และรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างติดตามโอกาสงานจากหน่วยงานหลักหลายแห่ง อาทิ โครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทั้งรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง โครงการทางด่วน Double Deck ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย รวมถึงโครงการขยายอาคารผู้โดยสารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งบริษัทมีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูล

นางพรลภัส ยังประเมินว่า หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น โครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจจะสามารถเร่งเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น แม้ในบางกรณีอาจมีการทบทวนรูปแบบโครงการและวงเงินลงทุนให้เหมาะสมกับความคุ้มค่าและขีดความสามารถของผู้รับเหมา แต่ไม่น่าจะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

ทั้งนี้ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว บริษัทได้มองหาโอกาสขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มธุรกิจสีเขียว โดยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อให้บริการให้คำปรึกษาด้านพลังงานสะอาดและการขอรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green Certification) รองรับแนวโน้ม ESG และทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอนาคต

Back to top button