คดี MORE รุมซ้ำเติมตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยปี 2568 ที่ผ่านมา สร้างผลตอบแทนต่ำสุดในอาเซียน ติดลบไป -10.4% ในขณะที่เวียดนามผลตอบแทนดีสุดที่ +38.5% อินโดเนเซีย +22.1% มาเลเซีย +2.4% ฟิลิปินส์ว่าแย่แล้ว แต่ก็ยังแย่น้อยกว่าไทย -7.3%


ตลาดหุ้นไทยปี 2568 ที่ผ่านมา สร้างผลตอบแทนต่ำสุดในอาเซียน ติดลบไป10.4% ในขณะที่เวียดนาม ผลตอบแทนดีสุดที่ +38.5% อินโดเนเซีย +22.1% มาเลเซีย +2.4% ฟิลิปินส์ว่าแย่แล้ว แต่ก็ยังแย่น้อยกว่าไทย -7.3%

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P500) +17.4% ยุโรป +16.1% ญี่ปุ่น +26.7% จีน +17.9% เกาหลีใต้ +75.9% ไต้หวัน +25.1% และฮ่องกง +27.5%

ก็แสดงว่า ตลาดหุ้นไทยเรา สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนในตลาดอื่น ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทั้งตลาดในอาเซียนด้วยกัน ตลาดหลักในเอเชียตะวันออก ยุโรป และสหรัฐอเมริกาเงินทุนก็เคลื่อนย้ายออกจากตลาดหุ้นไทยไปหาผลตอบแทนในตลาดอื่น

ส่งผลเกี่ยวพันให้ “สภาพคล่อง” ในตลาดหุ้นไทยหดหาย มูลค่าการซื้อขายแต่ละวันก็เบาบางลดลงมาก ดัชนีหลักทรัพย์ไม่สามารถจะพุ่งทะยานขึ้นมาได้ และไม่เพียงแต่เท่านั้น GDP ของเศรษฐกิจไทยก็ติดกับดักเติบโตช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย

กรณีคดีหุ้น MORE ยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ตกต่ำของตลาดหุ้นไทย และทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันป้องกัน อย่าให้เกิดเหตุมัวหมองเช่นนี้ขึ้นมาอีก

ความผิดในคดีนี้ ครอบคลุมทั้งความผิดในประเด็นฉ้อโกง (มูลค่าความเสียหาย 4,500 ล้านบาท) อั้งยี่ซ่องโจร (เกี่ยวพันทรัพย์สิน 129 ล้านบาท) และการปั่นหุ้น (มูลค่าความเสียหาย 226 ล้านบาท)

การกระทำความผิดดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างปี 2563-ปลาย 2565 มีการปั่นราคาหุ้น MORE จากหลัก 20 สตางค์ ขึ้นไปเกือบ 3.00 บาท โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับทั้งผลประกอบการและกระแสเงินสดในมือ ทำให้มาร์เก็ตแคปหรือมูลค่าของหุ้นเพิ่มจาก 2,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท

หรือเพิ่มทะยานเป็น 1000% เลยทีเดียว

ปฏิบัติการครึกโครมสุดท้าย คือรายการปล้นโบรกเกอร์ โดยมีตัวการและผู้สนับสนุนรวม 42 ราย ทำหน้าที่เป็นผู้สั่งซื้อ โดยใช้มาร์จิ้นหรือการขอสินเชื่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งไม่ต้องใช้เงินเต็มจำนวน

หลักทรัพย์ค้ำประกัน ก็ใช้หุ้น MORE ที่ขบวนก่อการ ปั่นขึ้นมาจากหุ้นหลักสตางค์มาเป็นเกือบ 3 บาท จึงได้วงเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ไปใช้รวม ๆ กันกว่า 4,500 ล้านบาทนั่นแหละ

ปฏิบัติการปล้นโบรกเกอร์ อุบัติขึ้นในเช้าวันที่ 10 พ.ย. 2565 ช่วง ATO จับคู่ซื้อขายก่อนเปิดตลาด โดย “เสี่ยปิงปอง” หรืออภิมุข บำรุงวงศ์ ใช้วงเงินมาร์จิ้นที่ขอจากบริษัทหลักทรัพย์กว่า 10 แห่ง รับซื้อหุ้นจากผู้ขายที่แห่กันมาระดมขายกว่า 4.5 พันล้านบาท

ปี 2566 ก.ล.ต.กล่าวโทษผู้กระทำผิด ดีเอสไอส่งฟ้องผู้กระทำผิดจำนวน 42 รายต่ออัยการ แบ่งเป็นกลุ่มผู้วางแผนจำนวน 2 ราย ตามรายงานข่าวยืนยันว่าเป็น “เสี่ยปิงปอง” และ “เสี่ยม้อ” อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ

กลุ่มตัวการสนับสนุนจำนวน 7 ราย ทำหน้าที่ป้อนคำสั่งซื้อขายผ่านโปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งก็มีน้องชายและมารดา “ไฮโซคิม” เอกภัทร พรประภา นายสมนึก กยาวัฒนกิจ และกลุ่มบริษัทตงฮั้ว

และกลุ่มเจ้าของบัญชีจำนวนมากถึง 43 ราย เป็น “นอมินี” ยินยอมให้นำบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนไปใช้ในการกระทำความผิด

อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาครบทั้ง 42 ราย และอยู่ระหว่างการนำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญา ส่วนนายอภิมุข 1 ใน 2 ในกลุ่มผู้วางแผน เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ

กรณีหุ้น MORE คล้ายกับการหลอกลวงนักลงทุนและโบรกเกอร์โดยพวกสแกมเมอร์ โดยเฉพาะโบรกเกอร์ ซึ่งควรจะสำนึกรู้มากกว่านักลงทุน ในการปล่อยสินเชื่อมาร์จิ้นแก่ “หุ้นปั่น” ที่ปราศจากปัจจัยพื้นฐานรองรับ

ปีนี้และปีต่อ ๆ ไป ขออย่าได้เกิดเรื่องฉาวแบบหุ้น MORE อีกเลย โบรกเกอร์ก็ต้องเก็บรับบทเรียนที่ปล่อยสินเชื่อให้กับ “หุ้นปั่น” ไปได้อย่างไร 

ส่วนก.ล.ต.และต.ล.ท.ก็ต้องจัดการปัญหาให้รวดเร็วกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการกระทำความผิดต่อเนื่องมาถึง 3 ปี กว่าดีเอสไอและอัยการจะส่งตัวผู้กระทำผิดฟ้องศาล ก็ใช้เวลาอีกตั้ง 3 ปี รวมแล้ว 6 ปี

Back to top button