
“กรุงศรี” อัปเกรดหุ้นโรงแรม Bullish รับนักท่องเที่ยวพุ่ง-อีเวนต์ดันกำไร พ่วงอัพไซด์สูง
“บล.กรุงศรี” ปรับมุมมองกลุ่มโรงแรมเป็น Bullish รับนักท่องเที่ยวปี 69 พุ่ง 35.5 ล้านคน พ่วงอีเวนต์ใหญ่ IMF–Tomorrowland หนุน คาดกำไรกลุ่มปี 69 โต 10% แตะ 1.52 หมื่นล้านบาท แนะซื้อ AWC-CENTEL-ERW-MINT SHR กำไรเด่น-อัพไซด์สูง
บรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงแรมเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ปรับเพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อทั้งกลุ่ม สะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกและไทยในปี 2569 ขณะที่ราคาหุ้นหลายตัวยังซื้อขายในระดับต่ำและไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรที่เร่งตัวขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ว่า ได้ปรับเพิ่มมุมมองต่อกลุ่มโรงแรมเป็น “Bullish” จากเดิม “Neutral” ภายใต้ธีมการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคน เติบโต 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อ้างอิงการคาดการณ์ของ Krungsri Research และธนาคารแห่งประเทศไทย
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ผลประกอบการของกลุ่มโรงแรมในปี 2569 จะเติบโตเร่งขึ้นเป็น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปี 2568 ที่เติบโตเพียง 3% สะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนของอัตราการเข้าพักและรายได้ต่อห้องพัก ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มยังซื้อขายอยู่ในระดับมูลค่าต่ำสุดและยังไม่สะท้อนการฟื้นตัวดังกล่าว
ในภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก UN Tourism คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 2% สู่ระดับ 1.57 พันล้านคน โดยภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นจากฐานที่ยังต่ำ ขณะที่การท่องเที่ยวไทยในปี 2568 ชะลอตัวจากประเด็นความกังวลด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 32.97 ล้านคน ลดลง 7% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเติบโต 6–10% สู่ระดับ 35.5–36.7 ล้านคน
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการขยายตัวของตลาดเอเชียใต้และยุโรป ตลอดจนแรงหนุนจากการจัดงานระดับนานาชาติ เช่น IMF–World Bank Annual Meetings in Bangkok ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 และ Tomorrowland Thailand 2026 ระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางเข้าประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผลประกอบการกลุ่มโรงแรมในปี 2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรรวมจะอยู่ที่ประมาณ 1.52 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.38 หมื่นล้านบาทในปี 2568 จากการฟื้นตัวของอัตราการเข้าพักที่คาดว่าจะกลับมาใกล้ระดับปี 2567 ที่ 68–80% ขณะที่ค่าห้องพักมีโอกาสปรับเพิ่มเล็กน้อย 2–3% อีกทั้งยังได้อานิสงส์จากการควบคุมต้นทุนต่อเนื่องและการเกิด operating leverage จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หุ้นที่คาดว่ากำไรจะเติบโตโดดเด่น ได้แก่ AWC ซึ่งคาดกำไรปี 2569 เติบโต 24% จากการเปิดโรงแรมใหม่และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว และ CENTEL คาดกำไรเติบโต 15% จากการเติบโตของทุกพอร์ตโรงแรมทั้งในประเทศไทย ญี่ปุ่น และมัลดีฟส์ รวมถึงธุรกิจอาหารที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ERW คาดกำไรเติบโต 12% ส่วน MINT และ SHR เติบโตในระดับเลขหลักเดียวจากกลยุทธ์ลดหนี้เป็นหลัก
จากปัจจัยดังกล่าว บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จึงปรับคำแนะนำกลุ่มโรงแรมเป็น “Bullish” และเลือก AWC และ CENTEL เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากตลาดในประเทศสูง โดย AWC มีพอร์ตโรงแรมในประเทศ 100% และ CENTEL ประมาณ 73% ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาเห็นการเติบโตตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้ อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ยังประเมินว่าหุ้นกลุ่มโรงแรมยังมีอัพไซด์จากมูลค่าที่น่าสนใจ เมื่อเทียบราคาปัจจุบันกับราคาเป้าหมายปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” (BUY) แทบทั้งกลุ่ม
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC มีราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 2.75 บาท สูงกว่าราคาปัจจุบัน 1.98 บาท คิดเป็นอัพไซด์ราว 39% ขณะที่คาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 6,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 5,882 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) สูงถึง 24.2% ในปี 2568 แม้ค่า P/E ปี 2569 อยู่ที่ 27.1 เท่า แต่สะท้อนการเติบโตเชิงโครงสร้างของพอร์ตโรงแรมในประเทศเต็มรูปแบบ พร้อมอัตราเงินปันผลคาดการณ์ปี 2569 ที่ 3.8%
ด้าน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ราคาเป้าหมายปี 2569 อยู่ที่ 37.50 บาท จากราคาปัจจุบัน 34.00 บาท มีอัพไซด์ราว 10% โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 1,922 ล้านบาท แม้กำไรปี 2568 จะชะลอตัวเล็กน้อย แต่คาดฟื้นตัวชัดในปี 2569 จากทุกพอร์ตโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ค่า P/E ปี 2569 อยู่ที่ 23.9 เท่า และคาดอัตราเงินปันผลปี 2569 ที่ 1.9%
สำหรับ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW มีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายสูงถึง 59% โดยราคาเป้าหมายปี 2569 อยู่ที่ 3.30 บาท จากราคาปัจจุบัน 2.08 บาท คาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.1% จากปีก่อน พร้อมค่า P/E ปี 2569 ที่ 11.7 เท่า และอัตราเงินปันผล 3.4%
ขณะที่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT คาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 9,589 ล้านบาท เติบโต 5.7% จากปี 2568 โดยมีราคาเป้าหมาย 30.50 บาท คิดเป็นอัพไซด์ราว 31% ค่า P/E ปี 2569 อยู่ที่ 13.8 เท่า และอัตราเงินปันผล 2.9%
ส่วน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 เพิ่มขึ้นถึง 279% จากปี 2568 มาอยู่ที่ 664 ล้านบาท ราคาเป้าหมาย 2.10 บาท ให้อัพไซด์ราว 30% พร้อมค่า P/E ปี 2569 ที่ต่ำเพียง 8.7 เท่า และอัตราเงินปันผลสูงถึง 9.2%
ฝ่ายวิจัยจึงมองว่า ภายใต้สมมติฐานการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 หุ้นกลุ่มโรงแรมยังอยู่ในช่วง “กำไรฟื้น แต่ราคายังไม่สะท้อน” โดยเฉพาะ AWC และ CENTEL ที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากดีมานด์ท่องเที่ยวในประเทศและอีเวนต์ระดับโลก ซึ่งยังเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการลงทุนเชิงธีมท่องเที่ยวในรอบถัดไป


