
LEO ตั้งเป้าปี 69 สดใส! รุกหนัก “อินเดีย–ตะวันออกกลาง” พร้อมเพิ่มรายได้ Non-Logistics
LEO ประเมินภาพรวมธุรกิจปี 2569 ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก เดินหน้ารุกตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ขยายฐานรายได้ เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจโลจิสติกส์ พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้ Non-Logistics ประมาณ 20–25% สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าปีก่อนหน้า สอดคล้องกับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศการค้าโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนมีทิศทางคลี่คลาย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในตลาดหลัก โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อคำสั่งซื้อสินค้าและปริมาณการค้าระหว่างประเทศในภาพรวม
ดังนั้นบริษัทได้วางกลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกด้วยการขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่ง LEO ได้เข้าไปพัฒนาฐานลูกค้าอย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเห็นผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยตลาดอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท จากศักยภาพด้านการค้า การผลิต และการขยายตัวของอุปสงค์ทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออก ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขนส่งในตลาดอินเดียและตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการพัฒนาบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีปริมาณการขนส่งสูง และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค
ส่วนในด้านโครงสร้างรายได้ LEO ตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่โลจิสติกส์ (Non-Logistics) เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20–25% ของรายได้รวม จากปีก่อนที่อยู่ในระดับราว 15% เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโลจิสติกส์ซึ่งขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก โดยธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมบริการคลังสินค้า และบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้และอัตรากำไรอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าภายใต้แผนการเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะกลางถึงยาวผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย LEO ตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจน โดยมุ่งสร้างการเติบโตของ EBITDA ในปี 2571 ไม่น้อยกว่า 45% จากฐานปี 2568 และเพิ่ม EBITDA ไม่น้อยกว่า 50–55 ล้านบาท ภายในปีเดียวกัน
“อย่างไรก็ตามในปี 2569 บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนเดิมเป็นหลัก ควบคู่กับการลงทุนในระดับปานกลางที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายเกตติวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

