เมื่อ ‘การนำหุ้นออกจากตลาด’ กำลังกลายเป็นธุรกิจใหม่ของโบรกเกอร์ไทย

ในอดีต การเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ไทย มักผูกติดอยู่กับบทบาทด้าน วาณิชธนกิจ (Investment Banking)


ในอดีต การเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ไทย มักผูกติดอยู่กับบทบาทด้าน วาณิชธนกิจ (Investment Banking) โดยเฉพาะการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านกระบวนการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO)

กระบวนการ IPO ไม่ได้เป็นเพียงการระดมทุน แต่ยังเป็นการเล่าเรื่องการเติบโตของกิจการ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และวิสัยทัศน์ในอนาคต เพื่อสร้างความสนใจจากนักลงทุน ส่งผลให้เกิดปริมาณการซื้อขาย (Volume) และค่าธรรมเนียมต่าง ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของโบรกเกอร์

อย่างไรก็ตาม บริบทของตลาดทุนไทยในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดหุ้นไทยเสีย IPO คุณภาพไปตลาดอื่นฯ เช่น US Singapore เเละ Hong Kong เพราะตลาดหุ้นไทยไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้ตามที่สมควร 

บริบทใหม่ เมื่อการอยู่ในตลาดไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่

  1. สภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ หุ้นมีปริมาณการซื้อขายบางมาก บางช่วงแทบไม่มีธุรกรรม
  2. ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน (Undervaluation) ตลาดไม่สะท้อนศักยภาพทางธุรกิจหรือมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง
  3. ความสนใจจากนักลงทุนสถาบันลดลง โดยเฉพาะหุ้นที่มี Free Float ต่ำ และไม่มีปัจจัยใหม่ดึงดูดความสนใจ

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามเชิงกลยุทธ์ที่เริ่มเกิดขึ้นในหมู่ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนว่า

การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดไทยยังสร้างคุณค่าให้กิจการอยู่หรือไม่?”

เหตุของการถอนหุ้นออกจากตลาดแบบสมัครใจ (Voluntary Delisting)

การเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดโดยสมัครใจ (Voluntary Delisting) ไม่ได้เป็นสัญญาณของความล้มเหลวทางธุรกิจเสมอไป หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของแต่ละบริษัท โดยเหตุผลสำคัญที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. ต้นทุนของการเป็นบริษัทจดทะเบียนสูง แต่ประโยชน์ลดลง

แม้บริษัทจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่กลับไม่สามารถใช้ตลาดเป็นแหล่งระดมทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกันยังต้องแบกรับต้นทุนด้านการเปิดเผยข้อมูล การกำกับดูแล และการปฏิบัติตามกฎระเบียบในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

  1. โอกาสในการซื้อกิจการกลับคืนในราคาที่ตลาดไม่สะท้อนมูลค่า

สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่ ราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานอาจกลายเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นคืน และกลับมาถือครองกิจการในสภาพบริษัทเอกชนที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

  1. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของสภาพคล่อง

หุ้นที่มี Free Float ต่ำ และไม่ได้อยู่ในธีมการลงทุนที่ตลาดให้ความสนใจ มักประสบปัญหาสภาพคล่องเรื้อรัง ซึ่งยากต่อการแก้ไขในระยะสั้น แม้บริษัทจะมีผลประกอบการที่มั่นคงก็ตาม

-Delist อีกด้านที่เป็นมุมกลับของ IPO

หากการทำ IPO คือการพาบริษัทออกสู่สาธารณะ การ Delist ก็คือการพาบริษัท กลับสู่ความเป็นส่วนตัว

ทั้งสองกระบวนการไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่เป็น การตัดสินใจในคนละช่วงของวัฏจักรชีวิตบริษัท (Corporate Life Cycle)

ในบางช่วง การอยู่ในตลาดทุนช่วยเร่งการเติบโต

แต่ในบางช่วง การออกจากตลาดอาจช่วยปลดล็อกมูลค่าและความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์ได้มากกว่า

โอกาสใหม่ของบล.ไทย วาณิชธนกิจด้านการถอนหุ้น

ภายใต้บริบทดังกล่าว การให้คำปรึกษาด้านการถอนหุ้นออกจากตลาด ไม่ว่าจะเป็นการทำ Tender Offer, การประเมินมูลค่ากิจการ หรือการออกแบบโครงสร้างธุรกรรม กำลังกลายเป็น โอกาสทางธุรกิจใหม่ของโบรกเกอร์

นี่ไม่ใช่ธุรกิจในภาวะถดถอย

แต่เป็นธุรกิจของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ในตลาดทุนที่เติบโตช้าลง แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น

และสำหรับโบรกเกอร์ที่สามารถปรับตัวได้ทัน การ Delist อาจไม่ใช่เพียงทางเลือก

แต่คือ ทิศทางใหม่ของรายได้ฝั่งวาณิชธนกิจในอนาคต

อึ้งย้ง

Back to top button