ช่วงสั้น SET จะแกว่งตัวในกรอบ จับตาปัจจัยทั้งภายในและภายนอก

InnovestX มองว่า ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ อย่าง ADP และ JOTLS สะท้อนภาวะ “low fire, low hire” และยังไม่เห็นสัญญาณการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


InnovestX มองว่า ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ อย่าง ADP และ JOTLS สะท้อนภาวะ “low fire, low hire” และยังไม่เห็นสัญญาณการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ InnovestX มองว่า Fed ยังมีพื้นที่ในการรอดูข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินพัฒนาการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ก่อนตัดสินใจจังหวะและความเร็วของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะถัดไป InnovestX มองว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.6% ในการประชุมเดือน ม.ค. (ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักการลดดอกเบี้ยของ Fed ในเดือน ม.ค. ที่ 12%) 

ทั้งนี้ InnovestX ยังคงมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 1.9% ในปี 2026  ต่ำกว่าที่ Fed คาดที่ 2.3% แต่เริ่มมี 3 ปัจจัยบวกมากขึ้นจาก (1) แรงกระตุ้นการคลังรวมกว่า 1% ของ GDP จาก พ.ร.บ. OBBBA และการใช้จ่ายรัฐที่กลับมา (2) หากศาลวินิจฉัยว่าภาษีนำเข้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจทำให้ภาคธุรกิจได้เงินคืนคิดเป็นราว 0.5% ของ GDP (3) Sentiment เศรษฐกิจโลกดีขึ้น ส่วนหนึ่งผลจากตลาดการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นจาก Fed ลดดอกเบี้ย และทำมาตรการ RMP เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

InnovestX มองว่าการที่สหรัฐฯ ดำเนินการจับกุม Nicolás Maduro อาจเป็นจุดเปลี่ยนของระเบียบโลก สะท้อนแนวทาง “new world order” ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ไม่ยึดกติกาสากลเดิม แต่ขับเคลื่อนด้วยหลัก ผู้แข็งแรงกว่าชนะ และผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางในระยะสั้น (1–3 เดือน) ตลาดมีแนวโน้มรับมือได้ เพราะผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันจำกัด และยังเชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทหารในวงกว้าง อย่างไรก็ดี ในระยะกลาง–ยาว (6–18 เดือน) มีความเสี่ยงเกิดผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์เชิงโครงสร้าง หากประเทศอื่นเริ่มอ้างเหตุผลลักษณะเดียวกันในการจัดการความขัดแย้งของตนเอง

สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้น SET แกว่งตัวในกรอบ 1,230–1,320 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามนโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่อความคาดหวังเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเริ่มเข้าสู่ช่วงทยอยประกาศงบไตรมาส 4/68 ของกลุ่มธนาคาร ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามซึ่งอาจมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่มีผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน, กรณี ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณต้องการให้สหรัฐฯ ครอบครองกรีนแลนด์ที่อาจกดดันความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยูโรปตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมทั้งจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเดือน ธ.ค. ของสหรัฐฯ อาทิ CPI, PPI และยอดค้าปลีก ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” สำหรับ 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

  1. หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 4/68 จะเติบโตเด่นเกิน 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC, BGRIM, CHG, GPSC, GULF, OR, PRM และ TRUE
  2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SETESG Rating A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP, DIF, KTB, PTT, TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM, KBANK, SAT, THANI, TLI 
  3. หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ 2 ครั้ง อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลงตามภาระหนี้สินซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL, GPSC, TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลดลง หรือ กำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น แนะนำ AP, MTC รวมทั้งหุ้นกลุ่ม REITs แนะนำ DIF, FTREIT, LHHOTEL
  4. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์สหรัฐฯ จะยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาทำให้อุปทานน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะกลาง-ยาว แนะนำกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี TOP, SPRC หรือ มีโอกาสกลับมานำเข้าน้ำมันเวเนซุเอลา แนะนำ TASCO ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นต้นน้ำ อย่าง PTTEP ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้นไปก่อน 
  5. หุ้นที่คาดจะได้ Sentiment บวกเชิงจิตวิทยาระยะสั้นหรือปลดล็อกจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ก่อนที่ ปธน. ทรัมป์จะหาทางเก็บภาษีจากกฎหมายใหม่ อาทิ กลุ่มนิคม (AMATA, WHA, FTREIT) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (TU, ITC) กลุ่มยาง (STA, STGT, NER) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL, TNP) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT, CBG, OSP) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL, ERW)

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team

บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX

Back to top button