
SCI ลั่นปี 68 เคลียร์หลังบ้าน! ลุ้นคว้างานใหม่ หนุนแบ็กล็อกทะลุ 2 พันล้านบาท
SCI ปักธงขายทิ้งโครงการเมียนมา 400 ล้านบาท แก้ปัญหาขาดทุนเรื้อรัง หวังกลับรายการตั้งสำรองเป็นกำไร มั่นใจปลดเครื่องหมาย CB เหตุส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าทุนจดทะเบียน ลุ้นคว้างานใหม่ต่างประเทศ หนุนแบ็กล็อกทะลุ 2 พันล้านบาท
นายเกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือ SCI เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทได้เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจและงบการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งสำรองด้อยค่าเงินลงทุนในธุรกิจโรงงานผลิตเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง เสาสื่อสารโทรคมนาคม และโรงงานชุบกัลวาไนซ์ เพื่อจำหน่ายและให้บริการในประเทศเมียนมา รวมถึงเงินลงทุนในธุรกิจพลังงานซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ครบถ้วนแล้ว ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการด้อยค่าทางบัญชีถูกบันทึกไว้ทั้งหมด และเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถรับรู้กำไรได้ทันทีหากมีการจำหน่ายสินทรัพย์ดังกล่าวในอนาคต
สำหรับธุรกิจโรงงานในประเทศเมียนมา บริษัทมีเงินลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจำหน่ายโรงงานในระดับประมาณ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าเงินไทยราว 400–500 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับนักลงทุน 2 ราย โดยรายหนึ่งสนใจซื้อทั้งโรงงานและเครื่องจักร ขณะที่อีกรายสนใจเฉพาะอาคารและที่ดิน ซึ่งหากไม่รวมเครื่องจักร ราคาจำหน่ายอาจปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจพลังงานได้ทยอยจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนออกไปแล้ว อาทิ โครงการโซลาร์รูฟท็อป และการจำหน่ายสินทรัพย์เพิ่มเติมในกลุ่มนี้คาดว่าจะเป็นอีกแหล่งของกำไรพิเศษในระยะถัดไป โดยประเมินว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2569
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการอย่างชัดเจน จากการรับรู้กำไรพิเศษจากการจำหน่ายสินทรัพย์ในประเทศเมียนมาและธุรกิจพลังงาน ควบคู่กับการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานตามปกติ โดยปัจจุบันบริษัทมีงานรอรับรู้รายได้ (Backlog) จากคำสั่งซื้อในธุรกิจเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2570
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายโอกาสในงานรับเหมาก่อสร้างระบบ EPC ในต่างประเทศ โดยคาดว่ามูลค่างานใหม่ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะสามารถรับรู้รายได้ต่อเนื่องในช่วงราว 3 ปี
ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายตู้สวิตช์บอร์ดและเคเบิลเทรย์ ซึ่งในปีก่อนยอดขายปรับลดลงกว่า 40% จากระดับปกติประมาณ 400 ล้านบาท เหลือราว 200–230 ล้านบาท คาดว่าจะกลับมาใกล้เคียงระดับเดิม จากการขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ การเจาะกลุ่มลูกค้าเพิ่มเติม รวมถึงการกลับมาเปิดประมูลงานของหน่วยงานการไฟฟ้า หลังการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่แล้วเสร็จ โดยปัจจุบันมีงานในมือประมาณ 70 ล้านบาท
นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากบริษัทได้ตั้งสำรองลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์ด้อยค่าอย่างครบถ้วนในปีก่อนแล้ว ในระยะถัดไปมีโอกาสทยอยกลับรายการตั้งสำรอง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการให้ปรับตัวดีขึ้น
ดังนั้น ภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้คาดว่ากำไรจะเติบโตจากการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายโรงงานในประเทศเมียนมาและธุรกิจพลังงาน ผสานกับการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ตู้สวิตช์บอร์ด เคเบิลเทรย์ และงานรับเหมา
อย่างไรก็ตาม หากผลประกอบการในปี 2569 ฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดขาดทุนสะสม และสนับสนุนเป้าหมายการปลดเครื่องหมาย CB จากกรณีที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าทุนจดทะเบียน อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะกลางถึงยาวต่อไป

