6 พรรคชูปฏิรูปภาษี “ขยายฐาน–อุดรอยรั่ว” หนุนเศรษฐกิจไทย ไม่เพิ่มภาระประชาชน

หอการค้าไทย เปิดเวทีเสวนาโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 2569 รวมตัวแทน 6 พรรคการเมือง เสนอนโยบายปฏิรูประบบภาษี มุ่งขยายฐาน อุดรอยรั่ว เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และใช้ภาษีเป็นเครื่องมือหนุนการเติบโตเศรษฐกิจ โดยย้ำไม่เพิ่มภาระประชาชนและภาคธุรกิจ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ม.ค.69) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนา “เลือกตั้ง 69 เลือกอนาคตภาษีไทย โดยมีผู้แทนพรรคการเมืองเข้าร่วม 6 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบภาษีไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้ของรัฐ แต่ต้องเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยภาคเอกชนคาดหวังให้นโยบายภาษีในอนาคตเน้นการส่งเสริมมากกว่าการควบคุม เปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกขนาดเติบโต สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การปลดล็อกศักยภาพใหม่ของประเทศ

โดย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ระบุว่า ระบบภาษีไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งฐานภาษีที่แคบและการจัดเก็บที่ไม่ทั่วถึง โดยแรงงานจำนวนมากและรายได้จากทรัพย์สินยังอยู่นอกระบบ พรรคเสนอปฏิรูประบบภาษีทั้งระบบ ด้วยการใช้ Big Data และการเชื่อมโยงข้อมูลรายได้–ทรัพย์สิน เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบ พร้อมย้ำว่าการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมี ต้องทำในจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัวและมีมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยควบคู่

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชูแนวคิดฟื้นเศรษฐกิจโดยไม่เพิ่มภาระประชาชน โดยเสนอขยายเพดานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น 270,000 บาทต่อปี เพื่อเพิ่มรายได้สุทธิให้มนุษย์เงินเดือน พร้อมมุ่งอุดรอยรั่วของระบบภาษีด้วยการใช้เทคโนโลยี E-Payment และการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ไม่จำเป็น ยืนยันไม่ขึ้น VAT ในช่วงกำลังซื้อยังเปราะบาง และเสนอจัดเก็บภาษีลาภลอยจากผู้ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

นายคเณศ วังส์ไพจิตร ตัวแทนพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอให้ฟื้นและออกแบบระบบภาษีใหม่โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมต่อชนชั้นกลางและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ เพื่อให้ระบบภาษีสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ นายโภคิน พลกุล ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย เสนอให้มองนโยบายภาษีควบคู่กับการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง เช่น อาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจทางทะเล พร้อมชี้ว่าการขยายฐานภาษีควรเริ่มจากการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดความจำเป็นในการขึ้นภาษีในอนาคต

ส่วน นายวรวงศ์ รามางกูร ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ประเทศไทยยังขาดการปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีเพื่อออกแบบโครงสร้างใหม่ ยืนยันไม่ขึ้นภาษีในช่วงเศรษฐกิจซบเซา และตั้งเป้าฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้อย่างน้อย 3% ต่อปี เพื่อเพิ่มรายได้ภาษีโดยไม่ต้องปรับอัตราภาษี พร้อมขยายฐานภาษีด้วยแรงจูงใจมากกว่าการบังคับ

และ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันจุดยืนไม่ปรับขึ้น VAT เนื่องจากกระทบค่าครองชีพประชาชน โดยเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล และมุ่งจัดเก็บภาษีจากกลุ่มรายได้สูงและธุรกิจผูกขาด เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี

Back to top button