BOI ชี้ลงทุนปี 68 ทุบสถิติ 1.87 ล้านลบ. “ดิจิทัล–ดาต้าเซ็นเตอร์” ครองแชมป์

บีโอไอเผย มูลค่าลงทุนปี 2568 แตะ 1.87 ล้านล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้ง “ดิจิทัล–ดาต้าเซ็นเตอร์” เป็นกลุ่มหลัก คาดแนวโน้มปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ม.ค.69) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีมูลค่าเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน

การขยายตัวดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน นักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมถึงจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถเชื่อมโยงการค้ากับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่าเงินลงทุน 746,198 ล้านบาท จำนวน 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย อาทิ บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด บริษัท กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด บริษัท เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ จำกัด และบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์
  2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่าเงินลงทุน 277,645 ล้านบาท จำนวน 470 โครงการ โดยกิจการที่มีการลงทุนสูง ได้แก่ การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 94 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท เช่น บริษัท เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี จำกัด บริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ จำกัด บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา จำกัด และบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรคมนาคม การออกแบบ IC การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในประเทศไทย ของบริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก
  3. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมูลค่าเงินลงทุน 84,085 ล้านบาท จำนวน 288 โครงการ ประกอบด้วยโครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น อาทิ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ และกิจการยางล้อรถยนต์ของบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ รวมถึงโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่าง ๆ
  4. อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหารมูลค่าเงินลงทุน 75,683 ล้านบาท จำนวน 301 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหารและสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง รวมถึงการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์
  5. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มูลค่าเงินลงทุน 58,396 ล้านบาท จำนวน 267 โครงการ โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดนำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ

นอกจากนี้ ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ มูลค่าเงินลงทุน 107,655 ล้านบาท จำนวน 445 โครงการ และกิจการด้านการแพทย์ ทั้งการผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์ มูลค่าเงินลงทุน 28,883 ล้านบาท จำนวน 101 โครงการ

ในส่วนของการขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการเดิมให้ปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 473 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 68,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิต

ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 โดยประเทศและเขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ การลงทุนจากสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 60 อยู่ในภาคตะวันออก มูลค่า 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 428,137 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 111,567 ล้านบาท ภาคใต้ 35,044 ล้านบาท ภาคเหนือ 32,465 ล้านบาท และภาคตะวันตก 14,214 ล้านบาท

สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากบีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทจะต้องยื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 สะท้อนว่าในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

นายนฤตม์ ระบุว่า โครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะก่อให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน มีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการย้ายฐานการผลิตจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI กระแสการลงทุนสีเขียว การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และศักยภาพของประเทศไทยที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ

ขณะที่ภารกิจสำคัญของบีโอไอในปี 2569 จะมุ่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ พัฒนาบุคลากรทักษะสูง ดึงดูดแรงงานคุณภาพจากต่างประเทศ เสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน และอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Back to top button