
“พบชัย” มอง SET แกว่งตัวกรอบ 1,300–1,330 จุด แนะเก็บกลุ่มค้าปลีก-ไฟแนนซ์-แบงก์
“พบชัย ภัทราวิชญ์” ประเมินตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวผันผวนและชะลอการปรับขึ้นในกรอบ 1,300–1,330 จุด จาก 4 ปัจจัยสำคัญ ทั้งการเมือง ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 การประชุมเฟด และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แนะกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้นควบคู่ทยอยสะสม พร้อมชูหุ้นเด่นกลุ่มค้าปลีก ไฟแนนซ์ และธนาคาร
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCBX เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้ม “แกว่งตัวผันผวนและชะลอการปรับขึ้น” หลังดัชนีปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงในช่วงก่อนหน้า จากแรงหนุนกระแสการเลือกตั้ง (Election Rally) และกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาหนุนตลาด
นายพบชัยระบุว่า ก่อนหน้านี้ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยติดต่อกัน 5 วันทำการ รวมราว 7,300 ล้านบาท ก่อนเริ่มกลับมาขายสุทธิ 3 วันติด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,300–3,000 ล้านบาท สะท้อนภาพการ “ทำกำไรระยะสั้น” หลังตลาดรีบาวด์มาแรง และนักลงทุนรอประเมินปัจจัยใหม่ ๆ ที่จะเข้ามากำหนดทิศทางต่อจากนี้
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายพบชัยประเมินกรอบล่างไว้ที่บริเวณ 1,300–1,305 จุด และกรอบบนที่ 1,320–1,330 จุด โดยมองว่าสัปดาห์นี้มี “4 ประเด็นสำคัญ” ที่ต้องติดตาม แบ่งเป็นปัจจัยในประเทศ 2 เรื่อง และต่างประเทศ 2 เรื่อง
ในฝั่งปัจจัยในประเทศ ประเด็นแรกคือ “การเมืองและช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง” ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ตลาดจะเริ่มเห็นพรรคการเมืองทยอยนำเสนอนโยบายหาเสียงเข้มข้นขึ้น และนโยบายเหล่านั้นอาจส่งสัญญาณต่อ “กลุ่มหุ้นที่จะได้อานิสงส์” โดยเฉพาะธีมที่เกี่ยวกับการกระตุ้นการบริโภค อาจหนุนหุ้นกลุ่มค้าปลีก ขณะที่ธีมลดภาระหนี้ อาจเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มสินเชื่อและไฟแนนซ์ ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิดในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง
ประเด็นในประเทศเรื่องที่สองคือ “ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568” หลังสัปดาห์ก่อนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทยอยประกาศผลไปแล้ว ในส่วนสัปดาห์นี้ตลาดจะเริ่มโฟกัสหุ้นใน “เศรษฐกิจจริง” โดยเฉพาะกลุ่มปูนและบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP
นายพบชัยให้มุมมองว่า งบไตรมาส 4/2568 ของ SCC อาจยังขาดทุนในระดับราว 2,000 ล้านบาท ทำให้ระยะสั้นอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นขนาดใหญ่และบรรยากาศตลาด อย่างไรก็ดี จุดที่ตลาดให้น้ำหนักมาก คือ “มุมมองต่อแนวโน้มข้างหน้า (Outlook)” หากทิศทางธุรกิจเริ่มดีขึ้น ก็อาจช่วยประคองราคาหุ้นและทำให้ตลาดอ่อนตัวลงไม่มาก มีโอกาสฟื้นกลับได้
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ประเด็น “การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ” ในวันที่ 28 ของเดือน ซึ่งตลาดส่วนใหญ่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และยังไม่น่ามีสัญญาณชัดเจนเรื่องการลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยยังต้องรอดูปัจจัยระยะถัดไป เช่น มุมมองนโยบายการเงินและความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ในอนาคต
ส่วนประเด็นต่างประเทศเรื่องที่สองคือ “ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์” ที่มีหลายจุดร้อน และสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน เคลื่อนไหวผันผวนขึ้นลงได้แรง เมื่อตลาดรับข่าวความตึงเครียด ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้น แต่หากมีสัญญาณคลี่คลาย ราคาน้ำมันก็อาจถูกขายทำกำไร ส่งผลต่อแรงเหวี่ยงของหุ้นในกลุ่มพลังงานตามไปด้วย
เมื่อประเมินปัจจัยทั้งหมด นายพบชัยสรุปว่า ตลาดสัปดาห์นี้ยังอยู่ในโหมด “ผันผวน” จึงควรเลือกหุ้นรายกลุ่มที่สอดคล้องกับธีมหลัก และจัดพอร์ตให้เหมาะกับทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นและการทยอยสะสมระยะกลางขึ้นไป
สำหรับ “หุ้นเด่น” ที่มองว่ายังเล่นได้ตามธีมก่อนเลือกตั้ง นายพบชัยให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่ที่ยังขึ้นน้อยหรือยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าตลาด (Underperform) โดยเน้น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก มองว่ายังมีช่องว่างให้ปรับขึ้นต่อ เลือกติดตาม บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC
กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อ ราคาหุ้นปรับลงมามาก สะท้อนเศรษฐกิจชะลอไปพอสมควร ทำให้มีโอกาสฟื้นตัวในจังหวะเก็งกำไร เน้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD
กลุ่มธนาคาร แม้ก่อนหน้าถูกขายมาก แต่ยังมีจุดเด่นด้าน “เงินปันผล” และเป็นกลุ่มที่ทยอยขึ้นเครื่องหมายเอ็กซ์ดีในช่วงกุมภาพันธ์ รวมถึงคาดรับเงินปันผลในช่วงเมษายน–พฤษภาคม ทำให้เหมาะกับการสะสมเพื่อรับผลตอบแทนระยะกลาง โดยหุ้นที่ชื่นชอบคือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB
ขณะที่ “กลุ่มที่ต้องระวัง” นายพบชัยชี้ว่า กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีความผันผวนสูง หลังราคาขึ้นแรงในสัปดาห์ก่อน จึงเสี่ยงถูกขายทำกำไรได้ง่าย และยังอาจโดนแรงกดดันจากทิศทางหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ หากผลประกอบการออกมาดีแต่แนวโน้มถัดไปไม่สดใส ก็มีโอกาสเกิดแรงขายกดดันซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ผันผวนตามราคาน้ำมันจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์ จึงต้อง “จับจังหวะ” ให้ดี เพราะราคามักเหวี่ยงตามข่าวขึ้นลงค่อนข้างเร็ว

