
TOA ดีดแรง 4% โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 19.80 บาท ชี้กำไร Q4/68 โตแตะ 577 ล้านบาท
TOA เด้ง 4% โบรกมองผลประกอบการไตรมาส 4/68 เติบโตแข็งแกร่งจากยอดขายต่างประเทศฟื้นตัวและต้นทุนวัตถุดิบลดลง หนุนอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว ขณะที่มูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับน่าสนใจ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.80 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ม.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ณ เวลา 12:04 น. อยู่ที่ระดับ 14.60 บาท บวก 0.60 บาท หรือ 4.29% สูงสุดที่ระดับ 14.70 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 14 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 15.08 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 ของบริษัทอยู่ที่ระดับ 577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ลดลง 16% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยหากไม่รวมรายการพิเศษจากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากเงินลงทุนสุทธิประมาณ 110 ล้านบาท คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติจะอยู่ที่ระดับ 687 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยหนุนหลักจากยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 19% โดยเฉพาะตลาดเมียนมาและเวียดนามที่ยังคงเติบโตดี จากการมีสินค้าขายได้ต่อเนื่องและการปรับโครงสร้างการขาย ขณะที่ตลาดในประเทศซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราว 81% คาดว่ายอดขายจะปรับลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 37.9% เทียบกับ 34.0% ในไตรมาส 4/2567 และ 37.9% ในไตรมาส 3/2568 สะท้อนต้นทุนที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่าง Titanium Dioxide (TiO2) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของต้นทุนรวม ปรับลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบที่อิงราคาน้ำมัน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 18% ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยภาพรวมช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A/Sales) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 22.4% จาก 22.3% ในไตรมาส 4/2567 และ 21.5% ในไตรมาส 3/2568 จากการเน้นใช้งบการตลาดช่วงปลายปี โดยเฉพาะการทำตลาดสินค้าสี 2 in 1 และการโฆษณาชุด “เรื่องบ้านข้ออ้างไม่มี”
บล.กรุงศรี ระบุเพิ่มเติมว่า หากกำไรไตรมาส 4/2568 ออกมาตามคาด จะส่งผลให้ประมาณการกำไรปกติและกำไรสุทธิทั้งปี 2568 สูงกว่าประมาณการเดิมราว 12% และ 3% ตามลำดับ ขณะที่คาดว่ากำไรปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 2,800 ล้านบาท ทรงตัวในระดับสูง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากต้นทุนวัตถุดิบที่คาดว่าจะยังทรงตัวในระดับต่ำ โดยเฉพาะ TiO2 ซึ่งบริษัทมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นจากการมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะจากจีน ขณะที่ภาพรวมตลาดยังอยู่ในภาวะ Oversupply ในระดับปานกลาง และอุปสงค์ทั่วโลกฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะสั้นบริษัทประเมินว่าราคาวัตถุดิบยังมีโอกาสปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
สำหรับการประเมินมูลค่า หุ้นดังกล่าวซื้อขายที่ระดับ PER ปี 2569 ประมาณ 10.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ระดับ -1.4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และยังถือเป็นหุ้นที่ปรับตัวตามตลาดช้ากว่ากลุ่ม (Laggard) ขณะที่กำไรไตรมาส 4/2568 ยังเติบโตดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ประมาณ 6.8% โดยฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.80 บาท อิง PER ที่ระดับ 14.4 เท่า ซึ่งเทียบเท่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ลบ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


