14 หุ้นวิ่งคึก รับ “Election Rally” ฟากโบรกแนะเก็บกลุ่มค้าปลีก-แบงก์-พลังงาน ติดพอร์ต

หุ้นไทยกอดคอคึก! รับแรงหนุน Election Rally โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 69 พบหุ้นกลุ่มค้าปลีก-แบงก์-พลังงาน-สื่อสาร ขยับขึ้นถ้วนหน้า หลังโบรกแนะเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่ง รับอานิสงส์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากพรรคการเมืองและอานิสงส์จากเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงหาเสียง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ม.ค.69) ราคาหุ้นค้าปลีกกับไฟแนนซ์ปรับตัวขึ้น ณ 11:04 น.  นำโดย ราคาหุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL อยู่ที่ระดับ 43.50 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.75% ราคาสูงสุด 43.50 บาท ราคาต่ำสุด 42.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 551.98 ล้านบาท

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC อยู่ที่ระดับ 14.30 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 2.14% ราคาสูงสุด 14.30 บาท ราคาต่ำสุด 13.90 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 43.12 ล้านบาท

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN อยู่ที่ระดับ 58.50 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.30% ราคาสูงสุด 58.75 บาท ราคาต่ำสุด 57.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 176.59 ล้านบาท

บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC อยู่ที่ระดับ 33.50 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 2.29% ราคาสูงสุด 33.75 บาท ราคาต่ำสุด 33 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 156 ล้านบาท

บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD อยู่ที่ระดับ 26 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 0.97% ราคาสูงสุด 26 บาท ราคาต่ำสุด 25.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 114.22 ล้านบาท

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP อยู่ที่ระดับ 17.30 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 1.76% ราคาสูงสุด 17.30 บาท ราคาต่ำสุด 17 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 20.57 ล้านบาท

บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT อยู่ที่ระดับ 9.70 บาท ลบ 0.05 บาท หรือ 0.51% ราคาสูงสุด 9.80 บาท ราคาต่ำสุด 9.65 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 36.55 ล้านบาท

รวมถึงหุ้นกลุ่มแบงก์ สื่อสารและพลังงาน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL อยู่ที่ระดับ 159.50 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 0.95% ราคาสูงสุด 160 บาท ราคาต่ำสุด 157 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,012.74 ล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อยู่ที่ระดับ 191 บาท บวก 1 บาท หรือ 0.53% ราคาสูงสุด 191.50 บาท ราคาต่ำสุด 190.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,145.10 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB อยู่ที่ระดับ 28.75 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 0.88% ราคาสูงสุด 29 บาท ราคาต่ำสุด 28.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 696.92 ล้านบาท

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC อยู่ที่ระดับ 352 บาท บวก 5 บาท หรือ 1.44% ราคาสูงสุด 354 บาท ราคาต่ำสุด 347 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,402.28 ล้านบาท

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE อยู่ที่ระดับ 11.20 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 0.90% ราคาสูงสุด 11.30 บาท ราคาต่ำสุด 11 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,982.95 ล้านบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF อยู่ที่ระดับ 47 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.08% ราคาสูงสุด 47.25 บาท ราคาต่ำสุด 46.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 825.12 ล้านบาท

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT อยู่ที่ระดับ 34.25 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 2.24% ราคาสูงสุด 34.25 บาท ราคาต่ำสุด 33.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2,771.33 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า การเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งพรรคการเมืองต่างเร่งนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น คาดจะเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ตอบรับเชิงบวกและเกิดปรากฏการณ์ Election Rally อย่างชัดเจน โดยมองเป็นโอกาสในการลงทุนระยะสั้น

ทั้งนี้ จากสถิติในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นได้ดีตั้งแต่ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ไปจนถึงประมาณ 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงแนะนำกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ และต้องการเก็งกำไรในกรอบเวลาประมาณ 1 เดือน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะตามความคาดหวังของตลาด ดังนี้

ระยะที่ 1 เก็งกำไรช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง เน้นหุ้นที่ได้อานิสงส์จากเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ คือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP

กลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR

ระยะที่ 2  เก็งกำไรหลังรู้ผลเลือกตั้งและเริ่มจัดตั้งรัฐบาล เน้นหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ซึ่งคาดจะเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุน จากความชัดเจนทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK

กลุ่มสื่อสาร อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE

กลุ่มพลังงานและไฟฟ้า เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง อาทิ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC

INVX ยังระบุด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยผลต่อ GDP จะขึ้นอยู่กับความเร็วและเสถียรภาพของการจัดตั้งรัฐบาล หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายใน 1–2 เดือน และผลักดันงบประมาณปี 2570 ผ่านคณะรัฐมนตรีได้ทันในไตรมาส 2/2569 จะเอื้อต่อเศรษฐกิจมากที่สุด

จากการวิเคราะห์นโยบายพรรคการเมือง พบว่าส่วนใหญ่ยังเน้นนโยบายแจกเงิน ซึ่งมีตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) ต่ำกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี ทุกพรรคได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเพียง 2–3% ในปี 2566 เป็นราว 15–26% ในปี 2569 สะท้อนการเรียนรู้จากประเทศพัฒนาแล้วที่เติบโตจากการลงทุนระยะยาว

นอกจากนี้ การแสดงวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองบนเวทีสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อแก้ปัญหาความเชื่อมั่น สภาพคล่อง และปัญหาเชิงโครงสร้าง หากสามารถทำได้จริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นไทยในระยะยาว ช่วยยกระดับค่า PER และเปลี่ยนโฟกัสการลงทุนไปสู่หุ้นกลุ่ม New S-Curve มากขึ้น

ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมาหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways จากภาวะสุญญากาศทางการเมือง แต่ INVX คาดหลังเข้าสู่ช่วงใกล้การเลือกตั้ง ตลาดจะเริ่มตอบรับเชิงบวกมากขึ้น จากสถิติการเลือกตั้ง 8 ครั้งล่าสุด พบว่าหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +0.9% หากลงทุนก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ (Win Rate 62.5%) และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง +3.9% หลังเลือกตั้ง 1 เดือน (Win Rate 75%)

ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2566 ที่หุ้นไทยปรับตัวลง เนื่องจากความกังวลต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งปี 2569 จะใช้เสียงโหวตจากสภาผู้แทนราษฎร 500 เสียงเท่านั้น ซึ่งคาดจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมือง

ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นของหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งในอดีต ส่วนใหญ่เกิดจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดยสังเกตจากข้อมูล NVDR Top Buy หลังเลือกตั้ง 1 เดือน พบว่าหุ้นที่ถูกซื้อสูงสุดมักเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาร สื่อสาร และพลังงาน

Back to top button