IVL-PTTGC กอดคอบวก! รับอานิสงส์สเปรด PET ฟื้นตัวแรง ทะลุจุดคุ้มทุน

IVL-PTTGC กอดคอบวก! รับอานิสงส์สเปรด PET ฟื้นตัวแรง ทะลุจุดคุ้มทุน ดันโมเมนตัมกำไรเริ่มเร่งตัว สะท้อนดีมานด์จริงไม่ใช่แค่รีบาวด์ทางเทคนิคระยะสั้น หนุนบรรยากาศลงทุนกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมีกลับมาคึก ขณะที่พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ดันน้ำมัน-ก๊าซเด้งแรง อุปทานสะดุด 2 ล้านบาร์เรล/วัน เขย่าตลาดพลังงานโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(28 ม.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวขึ้นแรง นำโดยบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ณ เวลา 10: 28 น. อยู่ที่ระดับ 20.90 บาท บวก 1.10 บาท หรือ 5.56% ราคาสูงสุด 21.10 บาท ราคาต่ำสุด 20.10 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 633.03 ล้านบาท

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ณ เวลา 10:35 น. อยู่ที่ระดับ 26.00 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 2.97% ราคาสูงสุด 26.50 บาท ราคาต่ำสุด 25.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 259.66 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสัญญาณการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี พบว่า ส่วนต่างกำไรเม็ดพลาสติก PET ตลอดจนกระบวนการผลิต (PET Integrated Spread) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในเชิงสัปดาห์ต่อสัปดาห์ (WoW) โดยกลุ่ม PET Integrated มีความโดดเด่นมากสุด แม้อยู่ช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน สะท้อนว่าอุปสงค์ในตลาดแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเป็นการฟื้นตัวเชิงพื้นฐานมากกว่าการรีบาวด์เชิงเทคนิคระยะสั้น

ทั้งนี้ PET Spread ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 167 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งตัน เพิ่มขึ้น 14% WoW และเพิ่มขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับจุดคุ้มทุนของบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในระยะถัดไปมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อมุมมองการลงทุนในกลุ่ม PET Integrated ในภาพรวม

: หุ้นปิโตรฟื้นรับสเปรดพุ่ง

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS แนะนำ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL เป็นหนึ่งในหุ้นเด่น จากสัญญาณการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะ PET Integrated Spread หรือสเปรดของผลิตภัณฑ์ PET ตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งล่าสุดปรับตัวขึ้นเหนือระดับจุดคุ้มทุน (Breakeven) อย่างชัดเจน

ปัจจัยดังกล่าวช่วยเสริมสร้างโมเมนตัมกำไรของบริษัทให้มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะถัดไป ขณะเดียวกันยังเป็นแรงหนุนให้ราคาหุ้น IVL ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับมูลค่าทดแทน (Replacement Cost) ที่มากกว่า 23 บาท สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อพื้นฐานธุรกิจ และศักยภาพการเติบโตในช่วงถัดจากนี้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัย KSS แนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักและโฟกัสหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของส่วนต่างราคา (Spread) ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC

ทั้งนี้ KSS ประเมินว่าสัญญาณการฟื้นตัวของสเปรดในรอบนี้มีพื้นฐานมาจากอุปสงค์จริง (Real Demand) มากกว่าการปรับขึ้นเชิงเทคนิค ส่งผลเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการ และช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มปิโตรเคมีอย่างมีนัยสำคัญช่วงระยะสั้นถึงระยะกลาง

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยแนะนำ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP จากแนวโน้มค่าการกลั่นที่ทรงตัวในระดับแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขายในระดับต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน สะท้อนความน่าสนใจด้านมูลค่า (Valuation) และเปิดโอกาสให้ราคาหุ้นปรับตัวฟื้นขึ้นได้ในระยะถัดไป สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัท

ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC โดยประเมินว่า ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นต้นไป หลังอุตสาหกรรมผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวัฏจักร ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการให้เริ่มฟื้นตัวสอดคล้องกับทิศทางอุปสงค์ที่ปรับดีขึ้น

อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศคู่ค้า หากสถานการณ์ทวีความรุนแรง อาจกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลให้ราคาพลังงานและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์มีความผันผวน และกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป

ทั้งนี้บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ประเมินว่า หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และมีระดับมูลค่าที่ยังไม่ตึงตัว จะยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอก พร้อมแนะนำให้นักลงทุนติดตามพัฒนาการของสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการคัดเลือกลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีปรับสูงขึ้น ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตามทิศทางสเปรดปิโตรเคมีที่ขยับขึ้น และเริ่มนิ่งไม่ได้ขยับลดลงในช่วงนี้ รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัว ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับดีมานด์ปีนี้ที่คาดว่าฟื้นตัวขึ้น หลังจากจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลดีต่อสถานการณ์ปิโตรเคมีเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ ทางรัฐบาลเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ขอให้ผู้ประกอบการลดกำลังการผลิตลง ทำให้ปัจจุบันสถานการณ์โอเวอร์ซัพพลายลดลง อย่างไรก็ตาม ในด้านของตลาดหุ้น พบว่าราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะสายอะโรเมติกส์ อย่างบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีไม่ได้ปรับขึ้นเลย เพราะรับผลกระทบจากดีมานด์ที่ลดลง แต่ในระยะนี้สถานการณ์ปิโตรเคมีดีขึ้น สเปรดปรับตัวสูงขึ้น ราคาเม็ดพลาสติก PET ขยับเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมทั้งกลุ่มปิโตรเคมีเริ่มดีขึ้น จะเห็นว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นดีขึ้น มาจาก 2 กลุ่ม คือหุ้นกลุ่มค้าปลีกและปิโตรเคมีที่ปรับสูงขึ้น ดังนั้นเรายังคงชอบ IVL ที่เด่นสุดในกลุ่ม รวมทั้งสายอะโรเมติกส์ควบโรงกลั่นอย่าง TOP ที่น่าจะรับผลดี เพราะวัตถุดิบอะโรเมติกส์มาจากโรงกลั่น” นายมงคล กล่าว

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ราคาหุ้น IVL ปรับตัวขึ้น 30% ภายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อน Valuation หุ้นที่อยู่ระดับต่ำ ขณะที่ทิศทางผลประกอบการปี 2569 ทยอยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป คาดพลิกเป็นกำไรปกติ 4.5 พันล้านบาท หนุนจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, ลดต้นทุน, การเจรจาสัญญาราคาขายฉบับใหม่, รับรู้ประโยชน์จากนโยบายภาษี PET นำเข้าของสหรัฐฯ และการหยุดซ่อมบำรุงลดลง

นอกจากนี้ ความคืบหน้ามาตรการแก้ปัญหาอุปทานล้นตลาดในต่างประเทศน่าจะทยอยเห็นความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้  โดยช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณปรับลดกำลังผลิตในอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาอุปทานส่วนเกิน อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ไม่เด่น เบื้องต้นคาดยังไม่ฟื้นตัวจากไตรมาส 3/2568 มากนัก สอดคล้องทิศทาง Asia Industry Integrated Spread ในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 116 เหรียญสหรัฐต่อตัน อีกทั้งเป็นช่วงคาบเกี่ยวปิดซ่อมบำรุงใหญ่โรงงาน PO/MTBE (ตั้งแต่เดือน ก.ย.-พ.ย.), อุปสงค์ชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล, โอกาสขาดทุนสินค้าคงคลังตามทิศทางราคาน้ำมันปรับฐาน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าโรงงานของ IVL ได้รับผลกระทบ (สัดส่วน EBITDA ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 70%) ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยต้องติดตาม โดยอุณหภูมิเย็นจัด และภาวะน้ำแข็งอาจทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิต

:ดักเก็บ 4 หุ้นเด่นพลังงาน

ขณะที่ตลาดพลังงานโลกกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังพายุฤดูหนาวลูกใหญ่พัดถล่มสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบหายไปชั่วคราวราว 2.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 15% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ สร้างแรงหนุนต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์และผู้ค้าพลังงานประเมินตรงกันว่า ผลกระทบดังกล่าวเกิดจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ผลิตหลักอย่าง การผลิตน้ำมันใน Permian Basin เป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่มากในสหรัฐอเมริกา รัฐเท็กซัส และนิวเม็กซิโก ซึ่งถูกกระทบหนักสุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการหยุดผลิตทั้งหมด

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Energy Aspects ระบุว่า การหยุดชะงักของการผลิตแตะระดับสูงสุดในช่วงวันเสาร์ที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเริ่มคลี่คลายในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยคาดว่ากำลังการผลิตที่หยุดไปใน Permian Basin จะลดลงเหลือราว 700,000 บาร์เรลต่อวัน และมีโอกาสกลับมาดำเนินการได้ตามปกติภายในวันที่ 30 มกราคม 2569

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุม OPEC+ ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ.นี้ มีแนวโน้มสูงที่จะคงระดับการผลิตน้ำมันในเดือนมีนาคม 2569 ท่ามกลางภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันภาพรวมเศรษฐกิจ

ปัจจัยดังกล่าวหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 65.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 61.1 ดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแรงแตะ 6.6 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู หรือ mmbtu เกือบเท่าตัวจากระดับ 3.7 ดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายปีก่อน

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOL ประเมินว่า ราคาพลังงานในระยะสั้นยังมีแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่อาจเกิดขึ้นซ้ำจากสภาพอากาศสุดขั้ว อย่างไรก็ดี ภาพการลงทุนในกลุ่มพลังงานยังต้องเลือกเป็นรายตัว

โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงกลั่น คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่น (Crack Spread) ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2569 ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูงในช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้มีคำแนะนำการลงทุนในกลุ่มพลังงาน ดังนี้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ราคาเป้าหมาย 34 บาท, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาเป้าหมาย 40 บาท และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ราคาเป้าหมาย 5 บาท

Back to top button