KBANK จับมือ “คิงเพาเวอร์” นำร่อง Q Wallet เปิดช่อง นทท.ต่างชาติแสกนจ่าย

KBANK ต่อยอด Q-money สู่ Q Wallet จับมือ “คิง เพาเวอร์” เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้ THBS สแกนจ่ายผ่าน Thai QR Payment บนบล็อกเชน สะดวกไม่ต้องแลกเงิน นำร่อง Sandbox ถึง มี.ค. 69


ดร. กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินว่า หลังจากธนาคารได้ทดสอบ Q-money หรือเงินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (E-money on Blockchain) ในโครงการ Regulatory Sandbox เมื่อปีที่ผ่านมา โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี Quarix จากบริษัท ออร์บิกซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชั่น จำกัด (Orbix Technology) ล่าสุด ธนาคารได้ต่อยอดพัฒนาสู่ “Q Wallet by KBank” โดยร่วมมือกับ คิง เพาเวอร์ มหานคร ในฐานะพันธมิตรรายแรกและผู้นำด้านไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว เปิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถใช้ THBS (Programmable Payment) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าเทียบเท่าเงินฝากสกุลบาท ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการผ่านแอปพลิเคชัน Q Wallet ด้วยการสแกน Thai QR Payment ได้ทันทีโดยไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเงินตรา และไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารในประเทศไทย

ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการสร้างระบบนิเวศการเงินดิจิทัลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การทดสอบใน Enhanced Regulatory Sandbox และ Digital Asset Regulatory Sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์จริงภายใต้การจำกัดจำนวนผู้ใช้งานและปริมาณธุรกรรม ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อเป็นการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน นางสาวอรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุน กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวเสริมว่า คิง เพาเวอร์ มหานคร มุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมในยุคดิจิทัล ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยจึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันการท่องเที่ยวแบบไร้เงินสด (Cashless Tourism) โดยครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั้งภายในโรงแรม เดอะ สแตนดาร์ด กรุงเทพมหานคร ร้านอาหาร และมหานคร สกายวอล์ค ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก การเชื่อมโยงระบบชำระเงินดิจิทัลนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย เชื่อมต่อร้านค้าไทยกับนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างไร้รอยต่อ

ดร. กรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 100 ราย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และแสดงถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

Back to top button