
“ชัยยศ” ชี้เม็ดเงินไหลออก “อินโดนีเซีย” หนุนหุ้นไทยพุ่ง คัด 2 หุ้นเด่น GULF-IVL
“บล.กรุงศรี” ชี้วิกฤตความเชื่อมั่นตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลัง MSCI จ่อปรับเกณฑ์ Free Float ฉุดเม็ดเงินไหลออกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดทาง Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ชูหุ้น Big Cap กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมีรับอานิสงส์
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (28 มกราคม 2569) ถึงประเด็นความเสี่ยงจากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI ของประเทศอินโดนีเซียว่า ประเด็นดังกล่าวมีความรุนแรงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ในช่วงแรก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสัดส่วนหุ้นที่มีฟรีโฟลตต่ำ ซึ่งบางบริษัทมีฟรีโฟลตเพียงราว 10% ส่งผลให้ MSCI มีความกังวลด้านสภาพคล่องและโครงสร้างตลาด
โดยหาก MSCI มีการลดน้ำหนักหุ้นอินโดนีเซียจริง จะทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกในระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เงินทุนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะไหลเข้ามายังประเทศไทยทั้งหมด แต่จะกระจายไปยังประเทศในภูมิภาคเดียวกัน โดยไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียอยู่ในตะกร้าดัชนีเดียวกัน ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์บางส่วนจากกระแสเงินทุนดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเมินว่ามูลค่าการลดน้ำหนักจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียอาจอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขของเงินที่ไหลออกจากอินโดนีเซีย ไม่ใช่เงินที่จะไหลเข้าประเทศไทยโดยตรง ขณะที่แรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยนี้ค่อนข้างมาก เนื่องจากเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหนึ่งย่อมต้องหาจุดลงทุนใหม่ในภูมิภาคเดียวกัน
สำหรับการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ สังเกตได้ว่ามาจากหุ้นขนาดใหญ่ (Market Cap ใหญ่) เป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน อาทิ PTT, PTTEP, PTTGC รวมถึง IVL ซึ่งปรับตัวขึ้นได้ดี แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2568 จะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ก็ตาม สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นมีแรงหนุนจากกระแสเงินทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้น
ส่วนประเด็นความเสี่ยงจากการประกาศงบการเงิน มองว่าหากกระแสเงินทุนจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าจากประเด็น MSCI แม้งบการเงินของบางบริษัทจะออกมาไม่โดดเด่น ราคาหุ้นอาจไม่ปรับตัวลงแรง ตัวอย่างเช่น SCGP ที่ประกาศงบออกมา แม้กำไรปกติจะชะลอตัวเมื่อหักรายการพิเศษ แต่ราคาหุ้นยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ เนื่องจากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่เงินทุนเลือกเข้าลงทุน อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสเงินทุนเริ่มชะลอหรือหยุดไหลเข้า อาจเห็นแรงขายทำกำไรเกิดขึ้นในระยะถัดไป
สำหรับมุมมองการลงทุนภายใต้กรอบ MSCI นายชัยยศระบุว่า เงินทุนต่างชาติในรอบนี้ยังเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่หุ้นขนาดกลางและเล็ก (Small Cap) มีโอกาสได้รับเม็ดเงินค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวต่ำกว่าตลาด (Underperform) มานาน บางบริษัทมีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ทำให้เมื่อมีแรงซื้อจากกองทุนต่างชาติ ราคาหุ้นสามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี
โดยหากพิจารณาหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่มอื่น มองว่า กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร ปิโตรเคมี และพลังงาน ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ขณะที่กลุ่มที่ยังมีอัพไซด์และเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มโรงพยาบาลบางตัว โดยในกลุ่มค้าปลีก หุ้นขนาดใหญ่อย่าง CPALL ยังมีการปรับตัวขึ้นไม่มากนัก ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล หุ้นที่แนะนำในช่วงนี้คือ BDMS ซึ่งยังมีอัพไซด์จากปัจจัยพื้นฐาน
นอกจากนี้ นายชัยยศยังกล่าวถึงธีมการลงทุนในช่วงถัดไปว่า ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วง Election Rally จากการเตรียมจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตามสถิติแล้ว กลุ่มที่ได้รับประโยชน์หลักจะเป็นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มไฟแนนซ์ อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ของบล.กรุงศรียังให้น้ำหนักกับกระแสเงินทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเชื่อว่าเงินทุนที่ไหลออกจากอินโดนีเซียยังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ภูมิภาคต่อเนื่อง
สำหรับหุ้นแนะนำในกลุ่มพลังงานคือ GULF โดยคาดกำไรไตรมาส 4/2568 อยู่ที่กว่า 7,000 ล้านบาท เติบโตทั้งไตรมาสต่อไตรมาสและปีต่อปี และยังมีอัพไซด์ในระยะยาวจากการลงทุนใน ADVANC รวมถึงโครงการใหม่ที่จะเริ่มรับรู้รายได้ในปีนี้ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 59 บาท
ขณะเดียวกัน ยังแนะนำหุ้น IVL ในกลุ่มปิโตรเคมี จากปัจจัยบวกด้านกระแสเงินทุนและพัฒนาการเชิงบวกด้านการค้าระหว่างอินเดียและยุโรป ซึ่ง IVL มีโรงงานในทั้งสองภูมิภาค จึงมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรง โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 24 บาท

