
จับตา “เงินสดเลือกตั้ง” แบงก์ชาติงัดไม้แข็ง ส่งข้อมูล กกต. สกัดซื้อเสียง
ผู้ว่าการ ธปท. เผยผลตรวจสอบธุรกรรมจากธนาคารพาณิชย์ พบเบิกเงินสด 250 ล้านบาท เตรียมส่งข้อมูลให้ ปปง.-กกต. พร้อมย้ำเข้มเทรดทองคำบนแอปฯ กระทบค่าเงินบาท พร้อมห่วงปีนี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.5-1.7%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ม.ค. 69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน โดยกล่าวถึงผลกระทบจากการเทรดทองคำต่อค่าเงินบาท ว่า วัฒนธรรมไทยอยู่กับการสะสมทองคำ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหุ้นตกทุกปี คนหนีจากตลาดหุ้นเข้าตลาดทองหมด การซื้อขายทองบนแอปพลิเคชันเป็นตลาดที่ทำกำไร แต่มีผลกดดันต่อค่าเงินมาก
“เราทำเรื่องทองเราหวังสองเรื่อง หนึ่งลดแรงกดดันต่อค่าเงิน มากน้อยเดี๋ยวว่ากันต้องคอยติดตามดู อันที่สองมันจะแก้เรื่องทุนเทาได้ เพราะนักการเมือง ข้าราชการ ท่านสะสมเงินกันไม่ไหวท่านเยอะเหลือเกิน ท่านก็เอาเงินไปแลกเป็นทองเก็บไว้ เรื่องจริงไหม จริงครับ เราจะตามไปดู”
นายวิทัย กล่าวต่อว่า คนไทยซื้อทองทุกวัน กระจายดีมานด์ (Demand ) การซื้อทองทำให้บาทอ่อน แต่ว่าตอนขายขายพร้อมกัน ในวันที่ราคาทองขึ้น จากดีมานด์ที่สะสมมา 2-3 เดือนขายพร้อมกันใน 3-5 วันนี้
“คนขายทองบนแอปฯ ร้านทองเอาทองไปขายต่อในตลาดโลกได้ดอลลาร์ เอาดอลลาร์มาขายซื้อบาท บาทแข็งจบแค่นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน มันเยอะมาก ก่อนสมัยตนเข้ารับตำแหน่ง เถียงกันว่าทองนี้เกี่ยวกับส่งออก–นำเข้าหรือไม่ พอตรวจแล้วไม่เกี่ยวเลย แอปฯ อย่างเดียว”
ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงการดูแลปัญหาเงินเทา โดยอ้างอิงจากประสบการณ์การทำงานทั้งในภาครัฐและเอกชน ว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการป้องกันการไหลเวียนของเงินทุนอย่างเสรีเข้าสู่ประเทศ
ส่วนเรื่องเงินสดเลือกตั้ง นายวิทัย ระบุว่า ธปท. ไม่เคยใช้อำนาจส่วนนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างออกเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจใช้เวลา 2 เดือน โดยในอนาคต ผู้ที่มีการเบิกเงินจำนวนมาก เช่น 3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังต้องมีการหารือกัน จะต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ และธนาคารต้องรับผิดชอบต่อการเบิกจ่ายดังกล่าว หากบังคับให้ทุกคนใช้การโอนเงินแทนการเบิกเงินสด จะช่วยลดปัญหาการไหลของเงินทุนเทาได้ ปัจจุบันธุรกรรมทั้งหมดจะรายงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แต่ธนาคารจะดึงข้อมูลธุรกรรมที่มีปัญหามาตรวจสอบ
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อกว่า 10 วันที่ผ่านมา ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานข้อมูลธุรกรรม แม้ขณะนี้ยังไม่มีอำนาจในการดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ธปท. จะตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่เคยใช้ในอดีตและได้หยุดใช้ไปหลายสิบปี โดยจะเตรียมส่งข้อมูลที่ตรวจพบให้แก่ ปปง. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป
“พบว่าล็อตแรกเข้ามา มีคนเบิก 250 ล้านบาท ผมจะส่ง ปปง. และ กกต. ใครจะเบิกเงินสด 250 ล้าน ถามจริง ๆ รายที่สองเบิกเงินสด 200 ล้าน แบงก์ละ 100 จะเป็นยุคที่แบงก์ชาติเข้าไปดูพวกนี้ครับ เพราะมันกัดกร่อนประเทศ กัดกร่อนเศรษฐกิจของประเทศจริง ๆ”
นอกจากนี้ นายวิทัย ยังกล่าวถึงการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1.5-1.7% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี หากไม่นับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังเผชิญกับปัญหารุมเร้าหลายด้านทั้งในและต่างประเทศ อาทิ นโยบายภาษีของสหรัฐฯ การจัดระเบียบโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

