
SCGP ร่วง 5% กำไร Q4 ต่ำคาด แข่งขันสูงกดดันมาร์จิ้น โบรกแนะ Reduce
SCGP ร่วง 5% หลังรายงานกำไรไตรมาส 4/68 ต่ำกว่าคาด จากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงกดดันอัตรากำไร แม้แนวโน้มไตรมาส 1/69 ฟื้นตัว บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ Reduce มองราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ม.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ณ เวลา 10:48 น. อยู่ที่ระดับ 19.70 บาท ลบ 1.10 บาท หรือ 5.29% สูงสุดที่ระดับ 20.70 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 19.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 304.29 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า SCGP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ที่ 1,207 ล้านบาท (ลดลง 57 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2567 แต่เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน) หากตัดรายการพิเศษกำไรซื้อธุรกิจ MYPAK 1,072 ล้านบาท และ อื่นๆ ออก กำไรปกติ 822 ล้านบาท (ฟื้นสูงจากงวดเดียวของปีก่อน ลดลง 18% จากไตรมาสก่อน) ต่ำคาด 8% จากกำไรขั้นต้นที่การแข่งขันสูงกดดันราคาขาย
โดยกำไรลดจากไตรมาสก่อน จากความต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดในช่วงที่มีความต้องการตุนสินค้าก่อนปีใหม่ ทำให้ต้องแข่งขันราคาทั้ง Integrated packaging/ IPB และ Fibrous chain ฉุด GPM เป็น 17.4% Vs. ไตรมาส 4/67 ที่ 13.8% และไตรมาส 3/68 ที่ 18.0% รวมถึง SG&A to sales เพิ่มเป็น 13.6% Vs. 12.1% ในไตรมาส 4/67 และ 12.3% ในไตรมาส 3/68 จากค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายปรับมูลค่าทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้น การปรับการใช้กระดาษของจีนส่งให้ราคาผันผวนในระยะสั้น
ทั้งนี้ปรับกำไรปกติ 2569-2571 ขึ้น 4% และ 2% สะท้อนรวม MYPAK, การปรับโครงสร้างหนี้ และการปรับลดราคาขาย คงมุมมองกำไรปกติไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มฟื้นทั้งจากงวดเดียวของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน คาดอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนกระดาษที่ลดลง (lag effect) สามารถชดเชยปริมาณขายที่เพียงทรงตัวจากเทศกาลวันหยุดของอินโดฯและเวียดนาม รวมถึงมีปิดซ่อมโรง dissolving pulp ราว 16 วัน
ทั้งนี้ ปรับราคาเป้าหมาย ปี 69 เป็น 18.0 บาท (เดิม 17.50) คงคำแนะนำ Reduce ต่อ SCGP คาดราคา Testline ที่ฟื้นตามราคากระดาษลูกฟูกจีน และต้นทุนกระดาษที่ลดลงจากจีนแบนกระดาษรีไซเคิลแล้วหันไปนำเข้ากระดาษลูกฟูกโดยตรง จะเป็นเพียงระยะสั้น มองส่วนหนึ่งของความผันผวนมาจากการเร่งตุนกระดาษลูกฟูกก่อนโรงผลิตในจีนบางส่วนเข้าสู่ช่วงปิดซ่อม (ราคากระดาษลูกฟูกในจีน -9% YTD และกลับมาที่ระดับเดียวกับปลาย ต.ค. 68 ที่เป็นช่วงก่อนปรับตัวเร่งขึ้นใน พ.ย.-ธ.ค. 68) คงมุมมองการแข่งขันในภูมิภาคยังสูง มองราคาหุ้นน่าจะสะท้อนความคาดหวังการฟื้นตัวไปมาก PER ปี 69 ราว 20 เท่า Vs. กำไรโตเฉลี่ย 2568-2570 เพิ่มขึ้น 9% CAGR และ ค่าเฉลี่ยอุตฯที่ราว 16 เท่า

