“เอกนิติ” รับ 4 ข้อเสนอเอกชน เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับขีดแข่งขันไทย

“เอกนิติ” เผยภาคเอกชนเสนอรัฐบาลเร่งลงทุน 4 ด้าน ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานน้ำ พลังงานสะอาด การพัฒนาคน เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และการปลดล็อกกฎระเบียบ หวังดึงฐานผลิต ซัพพลายเชน และบุคลากรเข้าประเทศไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 พ.ค.69) เวลา 21:20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทันฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ภายใต้งาน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่า ภาคเอกชนมองวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางขณะนี้ เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการย้ายฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain รวมถึงบุคลากรเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย

ทั้งนี้ ภาคเอกชนเน้นย้ำว่า หากประเทศไทยไม่เร่งลงทุนตั้งแต่วันนี้ อาจทำให้เสียโอกาสและตามหลังหลายประเทศในอาเซียน โดยได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการใน 4 เรื่องหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป

สำหรับข้อเสนอแรก คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและพลังงานสะอาด โดยภาคเอกชนเห็นว่า “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานการผลิตอาหารของประเทศ โดยเฉพาะในปีนี้ที่มีคำเตือนเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงปลายปี ขณะเดียวกันควรเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar รวมถึงการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ให้มีความทันสมัย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญ เช่น ท่าเรือระนอง ซึ่งมีความจำเป็นในการรองรับและทดแทนปัญหาด้านโลจิสติกส์บริเวณท่าเรือแม่สอด รวมถึงข้อเสนอจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ในการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟช่วงชุมพร-ระนอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยังขาดหายไป

นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในครั้งนี้ ยังไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเม็ดเงินหรือรูปแบบการลงทุนของแต่ละโครงการ แต่ภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการร่วมลงทุน โดยมีภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ

ข้อเสนอที่สอง คือ การลงทุนในคนและการพัฒนาทักษะแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อรองรับโอกาสในยุคที่ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และ Data Center กำลังย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย โดยภาคเอกชนเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องต่อยอดจาก Data Center ไปสู่ระบบ Cloud Service รวมถึงเร่งยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Reskill และ Upskill เพื่อให้คนไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มศักยภาพและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

ข้อเสนอที่สาม คือ การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New Growth Engine โดยต่อยอดจากอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism และการเกษตรสมัยใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และเซมิคอนดักเตอร์

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากภาคธนาคารยังเสนอให้สนับสนุนการควบรวมกิจการในหลายธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจไทย รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค หรือ Regional Hub เพื่อรองรับบุคลากร การลงทุน และการย้ายฐานจากวิกฤตในตะวันออกกลาง

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนทั้งหมดจะต้องกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และสร้างผลประโยชน์ให้ตกถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงประชาชนไทยในวงกว้าง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางพื้นที่หรือบางกลุ่มธุรกิจ

ส่วนข้อเสนอที่สี่ คือ การปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะขั้นตอนการขอใบอนุญาตในการลงทุน และการบริหารจัดการที่ดิน เช่น ปัญหาพื้นที่ลำรางสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ต้องใช้เวลาขออนุญาตนานนับ 10 ปี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนและการพัฒนาโครงการของภาคเอกชน

พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนยังได้ยกตัวอย่างและชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการปลดล็อกกฎระเบียบ ช่วยให้ออกใบอนุญาตได้รวดเร็วขึ้น และส่งผลให้การลงทุนกลับมาเติบโตอย่างเข้มแข็งตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีก่อน ต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาส 1 ของปีนี้

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังแสดงความห่วงใยต่อปัญหาคอร์รัปชัน โดยสนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง รวมถึงแสดงความกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประชาชนฐานรากและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

นายเอกนิติ ระบุว่า ข้อเสนอทั้งหมดของภาคเอกชนสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้หลักการ 4T ได้แก่ Target การมุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน, Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด, Transform การปฏิรูปและพัฒนาคน และ Together การทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน และขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดแข็งสำคัญของภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง

Back to top button