“อนุทิน” รับข้อเสนอเอกชน ดันโครงสร้างพื้นฐาน–พลังงาน–AI-เกษตร หนุนเศรษฐกิจไทย

“นายกฯ อนุทิน” รับข้อเสนอภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งทำ Action Plan ฟื้นกลไก กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ–เอกชน พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด น้ำ AI เกษตรและโลจิสติกส์สมัยใหม่ เชื่อมโอกาสสู่ SME ทั่วประเทศ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 พ.ค.69) เวลา 17:00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่สละเวลามาร่วมหารือ พร้อมระบุว่า การพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า เป้าหมายสำคัญของเวทีหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงานผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า อาเซียนจำเป็นต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค เสริมภูมิคุ้มกัน และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นด้านที่ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมสูง โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้แก่ภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน โดยรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า การจัดเวทีครั้งนี้มีหน่วยงานเศรษฐกิจ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลต้องการให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปต่อยอดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะนำข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชน

ภายหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ สถาบันหลัก กกร., กลุ่มยานยนต์, โรงแรมและท่องเที่ยว, สุขภาพ, ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์, ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค, พลังงาน, การเงิน, เทคโนโลยี และเกษตรและอาหาร

สำหรับผู้แทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมประกอบด้วย คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย, ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย, คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย, แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS, คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG, คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf, คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย, ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand และคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนออกเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานเข้าสู่ภูมิภาค

ทั้งนี้ ภาคเอกชนจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือ New Growth Engines อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และโลจิสติกส์สมัยใหม่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวไปสู่ผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะ SME, Micro SME และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ลดความเสี่ยงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่ม

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน ทั้งขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล

สำหรับมาตรการ BOI Fast Track เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

นายเอกนิติย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลังรัฐและเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

Back to top button