CGD คาดพลิกเป็นกำไรได้หลังปี 61 หลังรับรู้รายได้จาก “เจ้าพระยา เอสเตท”

CGD เผย “ไชน่า ผิง อัน” สนับสนุนเงินพัฒนาโครงการ "เจ้าพระยา เอสเตท" มูลค่า 375 ล้านเหรียญฯ คาดพลิกเป็นกำไรได้หลังปี 61 หลังรับรู้รายได้จาก "เจ้าพระยา เอสเตท" เผยอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนโครงการเพิ่มเติม


นายเบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร บริษัทคันทรี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD เปิดเผยว่า บริษัทได้บรรลุข้อตกลงกับสถาบันการเงินชั้นนำจากจีน คือธนาคารไชน่า ผิง อัน เพื่อสนับสนุนทางการเงินในการพัฒนาโครงการ “เจ้าพระยา เอสเตท” มูลค่า 375 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.31 หมื่นล้านบาท (ณ ค่าเงินบาท 35 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ) เงินทุนดังกล่าวจะได้รับการบริหารจัดการโดยบริษัท แลนด์มาร์ค โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ได้เพิ่มทุนแล้วเสร็จในเดือน พ.ค.59 ระหว่าง CGD และบริษัท บีซีอีจี ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ “เจ้าพระยา เอสเตท” มูลค่าโครงการ 3.2 หมื่นล้านบาท การก่อสร้างอาคารหลักของโครงการโฟร์ซีซันส์ ไพรเวท เรสซิเด้นท์ฯ ปัจจุบันงานโครงสร้างจากชั้น LG ถึง L8 เสร็จสมบูรณ์ 100% ขณะที่งานก่อสร้างโรงแรมคาเพลล่า และโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ มีความคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนด

การสนับสนุนทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาโครงการในระดับบน ในส่วนของการก่อสร้างนั้นก็ได้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/57 และด้วยเงินสนับสนุนก้อนนี้ ผนวกกับความแข็งแกร่งของพันธมิตรทางธุรกิจ เราเชื่อมั่นว่าโครงการจะเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดในไตรมาส 4/61″นายเบน กล่าว

ทั้งนี้บริษัทคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะพลิกกลับเป็นกำไรได้หลังจากปี 61 จากแนวโน้มปี 59 และปี 60 ที่ยังไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ว่าจะกลับมามีกำไรหรือไม่ เพราะบริษัทอยู่ระหว่างช่วงการลงทุนในโครงการใหญ่ คือ โครงการ “เจ้าพระยา เอสเตท” มูลค่าโครงการรวม 3.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนและการคืนทุนในโครงการดังกล่าว

สำหรับโครงการดังกล่าว ช่วงกลางปี 61 บริษัทจะเริ่มรู้รายได้จากการเปิดให้บริการโรงแรมคาเพลล่า กรุงเทพที่เป็นโครงการที่เล็กที่สุดใน 3 ส่วนของโครงการ โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 2/61

ขณะที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพ ณ แม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการคอนโดมิเนียม โฟร์ซีซั่นส์ไพรเวท เรสเด้นท์ กรุงเทพ ณ แม่น้ำเจ้าพระยา มีกำหนดก่อสร้างเสร็จในช่วงไตรมาส 4/61 และคาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาทันที เชื่อว่าจะทำให้เห็นผลการดำเนินงานพลิกกลับมามีกำไรหลังจากมีรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมที่มีการใช้เงินลงทุนสูงสุดของโครงการ

ส่วนปัจจัยหลักที่จะทำให้โครงการ “เจ้าพระยา เอสเตท” ถึงจุดคุ้มทุนจะมาจากยอดขายของโครงการคอนโดมิเนียม โฟร์ซีซั่นส์ไพรเวท เรสเด้นท์ฯ ต้องมียอดขายตั้งแต่ 80% ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 50% แล้ว ซึ่งบริษัทเชื่อว่ายอดขายยังมีแนวโน้มเติบโต เนื่องจากในพื้นที่ย่านเจริญกรุงติดริมแม่น้ำเจ้าพระยายังมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่น้อย ทำให้การแข่งขันน้อย แต่มีความต้องการของลูกค้าระดับสูงทั้งชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ยอดขายที่ทำได้มากกว่า 50% ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชาวไทยในสัดส่วน 60% และต่างชาติ 40% อีกทั้งบริษัทยังมีแผนนำโครงการไปเสนอขายให้ลูกค้าชาวต่างชาติที่ฮ่องกงและไต้หวั่นในช่วงที่เหลือของปีนี้

ช่วง 2 ปีนี้เป็นช่วงของการลงทุน เรายังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเห็นกำไรได้หรือไม่ เพราะโครงการที่เราพัฒนาอยู่เป็นโครงการใหญ่และมูลค่าสูง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง การตลาดและการขายที่ต้องใช้สูงมาก และมีกำหนดเสร็จและโอนในปลายปี 61 ซึ่งหลังจากนั้นก็จะเห็นผลงานของบริษัท turnaround ได้อีกครั้ง ส่วนตอนนี้รายได้หลักของธุรกิจมาจากการโอนโครงการ Element Srinakarin มูลค่า 2.2 พันล้านบาท ซึ่งโอนไปแล้ว 80% เหลือโอนปีนี้อีก 20%”นายเบน กล่าว

นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในโครงการต่างๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศอังกฤษและออสเตรเลีย จำนวน 10 โครงการ แต่ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเห็นความชัดเจนเมื่อไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าและความพร้อมในการเจรจาแต่ละโครงการ

ด้านนโยบายของบริษัทจากนี้ไปจะเน้นการเข้าลงทุนหรือซื้อกิจการมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการพัฒนาโครงการเอง เพราะการซื้อกิจการสร้างผลตอบแทนได้ทันทีและสร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างสม่ำเสมอ โดยแหล่งเงินไม่ได้เป็นสิ่งที่บริษัทกังวลเพราะบริษัทความพร้อมและมีความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนได้จากหลากหลายช่องทาง รวมถึงบริษัทยังมีกระแสเงินสดส่วนหนึ่งที่รองรับการลงทุนในอนาคต

โดยเบื้องต้นแผนการลงทุนในสถานศึกษานั้น บริษัทมีแนวทางจะซื้อกิจการเพิ่มเติมอย่างน้อย 1 แห่ง หลังจากซื้อสถานศึกษาในเมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษมาแล้ว 1 แห่ง โดยสถานศึกษาแห่งใหม่จะมีชื่อเสียงไม่แพ้กัน และจะนำแบรนด์ดังกล่าวขยายเข้ามาในประเทศไทย โดยมองทำเลในกรุงเทพฯ ก่อน หลังจากนั้นจะค่อยๆ ขยายไปยังภูมิภาคเอเชีย

Back to top button