NWR คาดรายได้-กำไร Q2/58 ดีกว่า Q1/58 เล็งประมูลงานใหม่ 1 หมื่นลบ. ในปีนี้

NWR คาดรายได้-กำไร Q2/58 ดีกว่า Q1/58 หลังรับรู้ Backlog มากขึ้น มองอัตรากำไรสุทธิปีนี้ 3% จาก 0.12%ปีก่อน หลังงานโรงไฟฟ้ามาร์จิ้นดี คาดสัดส่วนรายได้ตปท.ปี 59 เป็น 10% หลังรับงานในพม่า-ลาว-เวียดนาม เล็งยื่นประมูลงานใหม่ 1 หมื่นลบ. ในปีนี้ คาดได้งานราว 5 พันลบ. ขณะที่เตรียมออกหุ้นกู้ 2.5 พันลบ.ใน H2/58 ระดมทุนไปใช้หนี้-เงินทุนหมุนเวียน


นายวิสุทธิ์ สุวรรณวิทย์เวช รองกรรมการผู้จัดการ แผนกธุรกิจและวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3% จาก 0.12% ในปีก่อน หลังได้งานที่มีอัตรากำไร (มาร์จิ้น) สูงขึ้น เช่น โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า งานก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดิน งานก่อสร้างท่าเรือ ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้คาดว่าจะทำได้ 6-10% จาก 4.4% ในปีก่อน โดยในไตรมาส 1/58 อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 7%

ส่วนรายได้ของบริษัทในปีนี้ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 10-15% จาก 7.85 พันล้านบาทในปีก่อน สัดส่วนรายได้แบ่งเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 82% และงานเปิดหน้าเหมือง 18% ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการรับรู้รายได้งานในมือ (Backlog) ที่ปัจจุบันมีอยู่ 1.7 หมื่นล้านบาท มีกำหนดทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 1 ใน 3 ซึ่งในไตรมาส 2/58 จะรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสแรกที่รับรู้รายได้ไปแล้วราว 1.8 พันล้านบาท จะส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 2/58 เพิ่มขึ้น

สำหรับเป้าหมายในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะได้รับงานประมูลใหม่ราว 5 พันล้านบาท จากที่ได้ยื่นประมูลทั้งงานในประเทศ และต่างประเทศมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการรอเซ็นสัญญาของงานใหม่ที่ได้รับแล้วมูลค่ารวม 3 พันล้านบาท โดยโครงการในต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าประมูลงาน ได้แก่ โครงการก่อสร้างท่าเรือและอุโมงค์ส่งน้ำ ในประเทศเวียดนาม อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสาร และพร้อมยื่นในเร็วนี้ๆ คาดว่าจะรู้ผลปลายปี 58 ,งานรับเหมาก่อสร้างในพม่า, งานปรับปรุงถนนในลาว มุลค่า 600 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากงานต่างประเทศเพิ่มเป็น 10% ในปี 59 จาก 5% ในปีนี้ หากได้งานในเวียดนามเข้ามา

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เดินหน้าเข้าสู่การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้บริษัท มานะพัฒนาการ จำกัดนั้น ในปีนี้จะเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 3 โครงการ ซึ่งได้เปิดไปแล้ว 1 โครงการในช่วงต้นปี และจะทยอยเปิดอีก 2 โครงการในช่วงที่เหลือของปีมูลค่ารวม 2.2 พันล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านเดียวที่รังสิตมูลค่า 600 ล้านบาท และ โครงการคอนโดศรีนครินทร์อีก 1.6 พันล้านบาท ขณะที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมทุนกับบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI โดยบริษัทถือหุ้น 40% นั้น มีแผนจะเปิดโครงการใหม่ในปีนี้อีก 1 โครงการ คือ โครงการคอนโดมิเนียมสุขสวัสดิ์มูลค่า 1.8 พันล้านบาท

สำหรับโครงการลงทุนโรงงานผลิตพรีแฟบในพม่านั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรในพม่า คาดว่าได้ข้อสรุปภายในอีก 1 เดือนข้างหน้าหรือภายในเดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนระดับหลัก 10 ล้านบาท ส่วนคดีบ่อบำบัดน้ำเสียที่อำเภอคลองด่านหากกรมควบคุมมลพิษตัดสินใจจ่ายค่าเสียหายจำนวน 650 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้บริษัทก็จะรับรู้กำไรพิเศษจากการบันทึกค่าเสียหายในครั้งนี้ แต่หากกรมควบคุมมลพิษไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายก็ต้องรอกระบวนการพิจารณาของศาลในขั้นต่อไป

ขณะที่บริษัทยังเตรียมออกหุ้นกู้อีก 2.5 พันล้านบาทในช่วงครึ่งหลังปีนี้ เพื่อนำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับธนาคาร โดยอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะเท่ากับหุ้นกู้ที่บริษัทออกไปก่อนหน้านี้ ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.5 เท่าจากนโยบายบริษัทจะรักษาระดับไม่ให้เกิน 2 เท่า

Back to top button