ด่วน! บอร์ด กพช.ไฟเขียวแผน PDP ฉบับใหม่ โบรกฯฟันธง BGRIM,GLOW,EGCO รับอานิสงส์เต็ม

ด่วน! บอร์ด กพช.ไฟเขียวแผน PDP ฉบับใหม่ โบรกฯฟันธง BGRIM,GLOW,EGCO รับอานิสงส์เต็ม


นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 (PDP 2018) ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

โดยการทบทวนสถานการณ์กำลังผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน และได้จัดทำการพยากรณ์ค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี ประกอบด้วย ความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบ 3 การไฟฟ้า และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มาจากการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองหรือขายตรง (Independent Power Supply: IPS) ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ได้สะท้อนแนวนโยบายของรัฐบาลและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของแผนปฏิรูปด้านพลังงาน และได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนแล้ว

โรงไฟฟ้าตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ ในช่วงปี 2561 – 2580 ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขยะ 400 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ 120 เมกะวัตต์ รวม 520 เมกะวัตต์

โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามแผน AEDP ประกอบด้วย ชีวมวล 3,376 เมกะวัตต์  ก๊าซชีวภาพ 546 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 10,000 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2,725 เมกะวัตต์ พลังงานลม 1,485 เมกะวัตต์ ขยะอุตสาหกรรม 44 เมกะวัตต์ กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 18,176 เมกะวัตต์

สัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าแยกตามประเภทเชื้อเพลิง ณ ปี 2580 ที่ไม่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล มีสัดส่วนร้อยละ 35 คือ พลังน้ำต่างประเทศ (ร้อยละ 9) พลังงานหมุนเวียน (ร้อยละ 20) การอนุรักษ์พลังงาน (ร้อยละ 6) สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงเหลือร้อยละ 12 การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จะสอดคล้องกับข้อตกลงของ COP21 ณ ปี 2580 เท่ากับ 0.283 kgCO2/kWh หรือ 103,845 พันตัน

ประมาณการค่าไฟฟ้าขายปลีก ในช่วงปี 2561 – 2580 อยู่ระหว่าง 3.50 – 3.63 บาทต่อหน่วย หรือเฉลี่ย 3.58 บาทต่อหน่วย          ให้กระทรวงพลังงานมีการทบทวนใหม่ทุก 5 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของแผนอย่างมีนัยสำคัญ

โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค การเชื่อมโยงกับระบบจำหน่าย เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคตให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาแนวทางการจัดหาโรงไฟฟ้าให้เป็นไปตามแผน PDP2018

ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับซื้อไฟฟ้า ระยะเวลา พื้นที่ ปริมาณและราคารับซื้อไฟฟ้า เทคโนโลยีและเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงประเด็นอื่นๆ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคตะวันตกและภาคใต้ ความพร้อมและการยอมรับชนิดของเชื้อเพลิงในด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

มอบ กฟผ. ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าของประเทศเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพ เป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้า (Grid connection) ในภูมิภาค รวมถึงการเชื่อมโยงกับระบบจำหน่าย เพื่อให้สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต (Grid Modernization)ให้ กบง. และ กกพ. พิจารณาแนวทางการดำเนินการโครงการพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์ภาคประชาชน ปีละ100 เมกะวัตต์ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช.ยังเห็นชอบหลักการคิดอัตราค่าไฟฟ้า และหลักการของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการน้ำงึม 1 และโครงการเขื่อนเซเสด ฉบับใหม่มีสาระสำคัญหลัก คือ หลักการคิดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่เป๊นปัจจุบันมีอายุสัญญา 1 ปี และสามารถต่อสัญญาต่อเนื่อง

ด้านบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กลุ่มโรงไฟฟ้าวันนี้ (24 ม.ค. 2561) กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอวาระการต่ออายุสัญญารับซื้อไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่จะทยอยหมดอายุสัญญา PPA ช่วงปี 2562-68 จำนวน 25 โรงในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อ ซึ่งถ้าหากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ   (กพช.) วันนี้ มีมติให้โรงไฟฟ้าทั้ง 25 โรงดังกล่าวได้ต่ออายุสัญญา ไม่ว่าจะในรูปแบบของการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าเดิม (Extension) 3 ปี หรือ 10 ปี รวมถึงการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ (Replacement) ซึ่งจะได้รับสัญญา PPA ใหม่ที่มีอายุยาว 25 ปี

โดยภาพรวมจะถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้าเข้าข่ายต้องต่ออายุสัญญา PPA เพราะอายุสัญญาจะหมดลงในช่วงปี 2562-68 ได้แก่ BGRlM, GLOW และ EGCO แต่ทั้งนี้จะเป็นบวกมากหรือน้อยต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบการต่ออายุ

เริ่มจาก BGRIM (BUY FV@B34) ที่มีโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดอายุจำนวน 3 โรง คิดเป็นกำลังการผลิต (Equity MW) 154.7 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตในมือทั้งสิ้น 2.1 พันเมกะวัตต์ ได้แก่ โรง ABP1 (2562) และ ABP2 กับ BPLC1 (2565) ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยได้รวมประเด็นดังกล่าวสำหรับโครงการ BGRlM ทั้ง 3 โรงไว้ในประมาณการอยู่แล้ว คิดเป็นมูลค่าพื้นฐาน 2.9 บาท/หุ้น ภายใต้สมมติ SPP Extension 10 ปี

ส่วน GLOW (BUY FV@B93) มีโรงไฟฟ้าที่จะทยอยหมดอายสัญญา ได้แก่ โรง Glow Energy เฟส2 (2563), Glow SPP1 (2564), Glow SPP2 (2567), Glow SPP3 (2567-68) และ Glow SPP11 (2568) คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 1.2 พันเมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตในมือทั้งสิ้น 2.9 พันเมกะวัตต์ ทั้งนี้หากภาครัฐมีการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าของ GLOW จะถือเป็น upside จากประมาณการ เนื่องจากยังไม่ได้รวมเรื่องการต่ออายุสัญญา SPP ดังกล่าวไว้ในประมาณการปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ EGCO (BUY FV@B260) ที่มีโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุได้แก่ โรง Gulf Cogen (2562) และหนองแค โคเจนเนอเรชั่น (2564) คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 230.9 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตในมือทั้งสิ้น 4.8 พันเมกะวัตต์ ทั้งนี้หากภาครัฐมีการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าของ EGCO จะถือเป็น upside จากประมาณการ เนื่องจากยังไม่ได้รวมเรื่องการต่ออายุสัญญา SPP ดังกล่าวไว้ในประมาณการปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม upside อาจจะไม่มากนัก เมื่อเทียบขนาด SPP ดังกล่าว คิดเป็นกำลังการผลิตน้อยกว่า 5% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของ EGCO

ด้านบล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความคืบหน้าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศไทย ฉบับใหม่ปี 2561-2580 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันนี้ (24 ม.ค.) ซึ่งแนวโน้มภาครัฐให้ความสำคัญขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โรงไฟฟ้าแบบ Conventional อาทิ โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP)

ขณะที่กพช.จะมีการพิจารณาเรื่องการต่ออายุโรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ในระบบ Cogeneration ด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยในส่วนของหุ้นบมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) เด่น และได้อานิงสงส์เงินบาทแข็งค่า ซึ่งทุกการแข็งค่าของเงินบาท 1 บาท/ดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อกำไรปกติปี 62 เท่ากับเติบโต 10%

นอกจากนี้ คาดกำไร 2562 ยังเป็นช่วงเติบโต 20.7% จากปีก่อนจากการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการ โซลาร์ฟาร์มในเวียดนาม และเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2565 จนมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปี 2560 ขณะที่แรงกดดันจากการย้ายโรงไฟฟ้า BCPR1-2 และต่อสัญญา SPP ของ ABP1,2 และ BPLC1 ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมี Upside จากโครงการเกาหลีใต้ และ CLMV อย่างไรก็ดีระยะสั้นคาดกำไรไตรมาส 4/61 ลดลงจากปีก่อน และจากไตรมาสก่อนจาก Unrealized FX loss และอัตรากำไรขั้นต้น จากต้นทุนก๊าซเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนแนวโน้มกำไร 3 ปีนี้เติบโตดีมาก ทำให้ PE ratio ลดลงได้ในปีหลังๆ โดย P/E Ratio ปี 62 ลดลงเหลือ 22.4x อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ด้านราคาหุ้น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ณ เวลา 12.07 น. อยู่ที่ระดับ 29.75 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.71% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 105.25 ล้านบาท

ส่วนบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)หรือ EGCO ณ เวลา 12.09 น. อยู่ที่ระดับ 261.00 บาท บวก 5.00 บาท หรือ 1.95% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 188.71 ล้านบาท

ด้านบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW  ณ เวลา 12.11 น. อยู่ที่ระดับ 91.00 บาท ลบ 1.25 บาท หรือ 1.36% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 43.53 ล้านบาท

Back to top button