แม่ลูก STA – STGT แรงไม่หยุด โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” ชูผลงานโตต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ เวลา 10.13 น. ราคาหุ้น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA อยู่ที่ระดับ 45.50 บาท บวก 2 บาท หรือ 4.60% สูงสุดที่ระดับ 45.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 42.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.53 พันล้านบาท

ขณะที่ราคาหุ้น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT อยู่ที่ระดับ 42.25 บาท บวก 1.25 บาท หรือ 3.05% สูงสุดที่ระดับ 42.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 41.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 535.38 ล้านบาท

ด้าน บล.ทรีนีตี้ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น STA ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2564 ที่ 52.80 บาท/หุ้น รับปัจจัยบวกจากราคายางธรรมชาติขาขึ้น พร้อมลุยปลูกกัญชง อีกทั้งขยายฐานธุรกิจไปยังกลุ่มกัญชง โดยคาดว่าผลิตผลกลุ่มแรกจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ราวเดือนต.ค. 2564

ทั้งนี้ ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปี 2564 จาก 1.65 หมื่นล้านบาท เป็น 1.98 หมื่นล้านบาท เติบโต 108% จากปีก่อน จากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโต 60.65% จากปีก่อน จากยอดจำหน่ายถุงมือยางที่เติบโตต่อเนื่องและจาก ASP ของยางธรรมชาติที่ฟื้นตัวแกร่ง

 

ด้าน บล.เคทีบีเอสที แนะนำ “ซื้อ” หุ้น STGT ราคาเป้าหมาย 58 บาท/หุ้น เนื่องจากแนวโน้มราคาถุงมือยางยังคงดีต่อเนื่องในไตรมาส 1/64 โดยฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 64 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1) ราคาขายเฉลี่ยของไตรมาส 1/64 ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก +20% จากไตรมาสก่อน จากไตรมาส 4/63 ที่ 1.91 บาท/ชิ้น และคาดราคาจะทรงตัวไปจนถึงไตรมาส 3/64 ก่อนจะค่อยๆ เริ่มปรับตัวลงในไตรมาส 4/64

2) คาดต้นทุนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกราว +20% จากไตรมาสก่อน แต่อย่างไรก็ตามราคาขายถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นจะสามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด จากสภาวะขาดแคลนถุงมือยาง

3) บริษัทเร่งขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 3,200 ล้านชิ้น/ปี ในปี 2564 เป็น 35,800 ล้านชิ้น/ปี จากเดิม 32,600 ล้านชิ้นในปี 2020 โดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น เป็น line การผลิตสำหรับถุงมือยางไนไตรล์ทั้งหมด ปัจจุบันราคาถุงมือยางไนไตรล์สูงกว่าถุงมือยางธรรมชาติราว 40-50%

4) Demand ถุงมือยางที่ยังคงแข็งแรง และคาด Demand จะยังคงมีความต้องการถุงมือยางทั่วโลกอยู่ในระดับสูง 600,000 ล้านชิ้น/ปี ขณะที่ supply รองรับได้เพียง 370,000 ล้านชิ้น/ปี

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยปรับกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้นเป็น +129% เป็น 35,582 ล้านบาท (+147% จากปีก่อน) จากเดิมที่ 15,526 ล้านบาท จาก 1) ปรับราคาขายเฉลี่ยขึ้นเป็น 2.20 บาท/ชิ้น จากเดิมที่ 1.18 บาท/ชิ้น เป็นผลจากแนวโน้มราคาขายที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 1/64  +20% จากไตรมาสก่อน, 2) ปรับ Gross profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 60% จากเดิมที่ 50% เนื่องจาก GPM ไตรมาส 4/63 ออกมาดีกว่าคาดอยู่ที่ 71.6% และจากการปรับสัดส่วนการผลิตถุงมือยางไนไตรล์เพิ่มขึ้น

Back to top button