
“ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้ STA กำไรไตรมาส 2 โตเด่ง รับราคายาง-ถุงมือยางหนุน
บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองบวก STA คาดกำไรไตรมาส 2/2569 เติบโตทั้งไตรมาสและรายปี รับแรงหนุนราคาขายยางเพิ่ม 5% และถุงมือยางฟื้นตัว ขณะที่ GPM ขยับขึ้นแตะ 9.0–9.5% สูงกว่าเป้าบริษัท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์เกี่ยวกับบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ว่า แนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะเติบโตทั้งเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณขายยางธรรมชาติและราคาขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องราว 5% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณขายอยู่ที่ประมาณ 3.6 แสนตัน ลดลงราว 9.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากฐานสูง และยางถุงมือยางเติบโตราว 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน
ทั้งนี้ บริษัทมีการขายล่วงหน้าในระยะสั้นเพียง 2–3 เดือน ส่งผลให้สามารถสะท้อนราคาตลาด (SICOM) ได้รวดเร็วขึ้น และบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจยางจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 9.0–9.5% จาก 8.7% ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปีของบริษัทที่ระดับ 8.0–9.0% ขณะที่ธุรกิจถุงมือยางมีแนวโน้มฟื้นตัวจากทั้งปริมาณขายและราคาที่ดีขึ้น ทำให้กำไรปี 2569 มีโอกาสเติบโตทั้ง q-q และพลิกจากขาดทุนในปีก่อน (ไม่รวมรายได้เงินเคลมประกันบางส่วน)
ด้านปริมาณขายรวม ผู้บริหารยังคงเป้าหมายทั้งปี 2569 ที่ระดับ 1.6 ล้านตัน แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะทำได้ประมาณ 7 แสนตัน หรือราว 44% ของเป้าหมายทั้งปี โดยบริษัทยังคงมั่นใจในวัตถุดิบที่เพียงพอ ไม่มีสัญญาณขาดแคลน และไม่เห็นแรงกดดันจากการแข่งขันซื้อวัตถุดิบ โดยยังสามารถจัดซื้อได้ในระดับราคากลางถึงระดับพรีเมียมในบางช่วง
สำหรับภาพรวมอุปสงค์ (demand) คาดว่าจะเติบโตเล็กน้อยราว 1–3% โดยลูกค้าส่วนใหญ่ยังมีการทยอยซื้อ ขณะที่ผลผลิตยางพาราโลกมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องในระยะ 6 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าปี 2568 จะขาดดุลราว 4 แสนตัน ซึ่งเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ส่งผลให้แนวโน้มราคายางยังมีแรงหนุนในระยะยาว
นอกจากนี้ ผู้บริหารระบุว่าประเทศไทยมีแนวโน้มผลผลิตยางพาราลดลงในระยะยาวจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก โดย STA ได้ดำเนินการบริหารจัดการวัตถุดิบผ่านเครือข่ายศูนย์รวบรวมยางกว่า 46 แห่ง และมีแผนขยายเป็น 60 แห่ง รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสนับสนุนการจัดซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร
ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น STA โดยประเมินกรอบราคายางที่ระดับ 200–220 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้งลดลง อาจมีแรงกดดันต่อราคายางในระยะสั้น แต่ระดับราคายังมีแนวรับจากต้นทุนการผลิต โดยคงราคาเป้าหมายที่ 22 บาท และมองว่าแนวโน้มกำไรระยะสั้นในปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจากทั้งปริมาณและราคาที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

