SELIC พุ่งกระฉูด 13% “ออล์ไทม์ไฮ” ปักธงรายได้ปีนี้ 15% ตามอุตฯอาหาร-บรรจุภัณฑ์ฟื้นตัว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(4มิ.ย.64) ราคาหุ้น บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) หรือ SELIC  ณ เวลา 11.07 น. อยู่ที่ระดับ 3.80 บาท บวก 0.44 บาท หรือ 13.10% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 11.53 ล้านบาท ราคาหุ้นสูงสุดตั้งแต่เข้าตลาดฯเมื่อวันที่ 18 ต.ค.2559

โดยก่อนหน้านี้นางสาวยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ SELIC เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตตามเป้าหมายที่ 10-15% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการกลับมาฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อาหาร บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ไอที และเฟอร์นิเจอร์ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากการกระจายการฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะรับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์กาว ที่มีสัดส่วนรายได้อยู่ 44% และผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์ที่มีสัดส่วนรายได้อยู่ราว 56% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกไปเมื่อปีก่อนยังมีคำสั่งซื้อเข้ามาจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาคือกลุ่มอาเซียน และ ออสเตรเลีย

ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ราว 10-50 ล้านบาท เพื่อที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมรองรับยอดขายที่มีการเติบโตจากการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทใช้กำลังการผลิตเกือบเต็มแล้ว

ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 2.02 เท่า และคาดว่าในช่วงปลายปีนี้จะลดลงเหลือ 1.93 เท่า ลดลงมาต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงปี 62 ที่ D/E ปรับตัวขึ้นไปกว่า 3 เท่า หลังจากการเข้าซื้อกิจการกลุ่ม PMC ได้แก่บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรีลล์ จำกัด (PMCT) และบริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรีลส์ พีทีอี ลิมิเตด (PMCS)

นางสาวยุวดี กล่าวว่า D/E ในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสามารถมองหาโอกาสกาสการลงทุนขนาดใหญ่ได้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในการลงทุนช่วงไตรมาส 3/64 ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาในการลงทุนธุรกิจผลิตและจำหน่ายสารที่ใช้ห่อหุ้มส่วนผสม (Encapsulation) เพื่อรองรับในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมยา คาดว่าจะเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก่อน

สำหรับทิศทางผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/64 ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการผลิตภัณฑ์กาว และผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์ ที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงเป็นผลกระทบต่อเนื่อง และเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลให้เศรษฐกิจมีความผันผวนตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลังการกระจายตัวของวัคซีนมากขึ้น ซึ่งบริษัทยังคงติดตามสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัท

Back to top button