MAJOR ร่วงต่อ 5% วิตก “ล็อกดาวน์” ฉุดงบพลาดเป้า โบรกหั่นกำไรปี 64 ลง 21%

MAJOR ลบ 5% วิตก "ล็อกดาวน์" หลังโควิดระบาดหนัก ฉุดงบพลาดเป้า ฟากโบรกหั่นกำไรปี 64-65 ลง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ณ เวลา 10.42 น. อยู่ที่ระดับ 20.40 บาท ลบ 1.10 บาท หรือ 5.12% สูงสุดที่ระดับ 21.20 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 20.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 77.18 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาหุ้น MAJOR ปรับตัวลดลงอย่างหนักวันนี้ คาดนักลงทุนกังวลผลการดำเนินงานหลังสถานการณ์ “โควิด-19” ในประเทศยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดวันนี้ (8 ก.ค.64) ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ (8 ก.ค.64) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 7,058 ราย แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อใหม่ 6,990 ราย และจากเรือนจำ 68 ราย มีผู้เสียชีวิต 75 ราย รวมยอดเสียชีวิตสะสมตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 2,462 คน รักษาหายกลับบ้านแล้ว 4,978 ราย ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมในประเทศระลอกใหม่อยู่ที่ 279,367 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) หายป่วยสะสมจำนวน 208,723 ราย

ขณะที่เมื่อวันที่ 6 ก.ค.64 นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษา ศบค. แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ที่แพร่ระบาดในประเทศไทย พร้อมยืนยันว่าในประเทศไทยถือเป็นการระบาดระลอก 4 แล้ว

ดังนั้น จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะยังไม่สามารถเปิดประเทศไทยตามเป้าหมายที่วางไว้ และมีแนวโน้มที่จะล็อกดาวน์ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เริ่มรุนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ จึงคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของ MAJOR อย่างมีนัยยะสำคัญ

ด้าน บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2564-5 เพื่อสะท้อนถึงการขายหุ้น SF และผลประกอบการที่คาดว่าจะอ่อนแอในไตรมาส 2/64 – ไตรมาส 3/64 โดยปรับสมมติฐานหลักดังนี้ i) ปรับลดประมาณการรายได้ปีนี้ลง 21% และปี 2565 ลง 3% ตามปรับลดจำนวนผู้ชมภาพยนตร์ลง ii) ปรับลดประมาณการต้นทุนปี 2564-5 ลง 11% และ 2% ตามลำดับ

iii) ปรับลดประมาณการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปีนี้ลง 17% แต่ปรับเพิ่มปี 2565 ขึ้นจากเดิม 8% เนื่องจากคาดว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการจะเลื่อนไปเป็นปี 2565 iv) รับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น SF จำนวน 2.8 พันล้านบาท ในปี 2564 และตัดส่วนแบ่งกำไรจาก SF ออกตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ภายหลังจากปรับประมาณการแล้ว กำไรสุทธิปี 2564 จะเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 653% เป็น 2.6 พันล้านบาท แต่ปี 2565 จะลดลงจากเดิม 39% เหลือ 3 ล้านบาท

Back to top button